วันพุธ, 5 สิงหาคม 2563

เรื่องน่าสนใจของนกอีโก้ง (Purple Swamphen)

นกอีโก้ง : Purple Swamphen (Purple Gallinue)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Porphyrio porphyrio (Linnaeus, 1768)

วงศ์ (Family) : Rallidae (วงศ์นกอัญชัน)

อันดับ (Order) : Gruiformes (อันดับนกกระเรียนและนกอัญชัน)

ลักษณะทั่วไป

เป็น นกน้ำในวงศ์นกอัญชัน รูปร่างของนกชนิดนี้จึงคล้ายกับนกอื่น ๆ ในวงศ์นี้ เช่น นกพริก นกกวัก (White Breasted Waterhen) นกอัญชันต่าง ๆ แต่มีตัวใหญ่มากคือมีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางราว 43-44 เซ็นติเมตร รูปร่างดูเผิน ๆ คล้ายแม่ไก่ตัวโต ๆ ล่ำสัน แต่ดูเก้งก้าง เพราะขายาว คอค่อนข้างยาว ปากอวบ สั้นและหนา ตรงโคนปากมีกระบังหน้า (frontal shield) สีแดงดูเด่นชัด ปีกสั้น มีขนปลายปีก (primaries) 10 เส้น ขนหางสั้นมากจนดูเกือบไม่มีหาง ขาและนิ้วเท้ายาว นิ้วเท้าหลังยาวกว่านิ้วเท้าหน้าเล็กน้อย ลักษณะนิ้วที่ยาวมีประโยชน์ในการเหยียบย่ำไปบนกอวัชพืชในน้ำ

นกน้ำ วงศ์นี้มีขาและนิ้วยาว สามารถเดินหากินบนกอไม้น้ำได้ดี พบได้ง่ายในบริเวณรอบ ๆ ที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ส่วนใหญ่เป็นนกประจำถิ่น เช่น นกอัญชันคิ้วขาว (White – Browed Crake) นกกวัก (White Breasted Waterhen) นกอีลุ้ม (Waterhen) นกอีล้ำ (Moohen) เป็นต้น

หัวมีสีเหลือบออกฟ้าน้ำเงินบ้างเล็กน้อย ใต้คอหน้าอกเป็นสีน้ำเงินปนม่วง ลำตัวด้านบนสีน้ำเงินอมม่วง ใต้คางและอกสีน้ำเงินอมเขียว ท้องและสีข้างสีน้ำเงินอมม่วง ต้นขาสีน้ำเงินอมเขียว หัว ไหล่ และขนปีกสีน้ำเงินอมเขียว ตา ปากกระ บังหน้าและเท้าสีแดง ซึ่งความสดใสเข้มอ่อนของสีขนจะแตกต่างกันไปตามแต่นกแต่ละตัว อีโก้งเพศผู้และเพศเมียมีลักษณะเหมือนกัน ตัวผู้จะมีกระบังหน้าโตกว่าตัวเมีย เวลาเดินชอบกระดกหาง นกไม่เต็มวัยอาจมีสีทึมกว่าตัวเต็มวัยและปากสีไม่แดง นกเด็กมีขนอุยสีดำปกคลุมลำตัว ขาและนิ้วเท้าเพื่อความถนัดในการเดินบนพืชน้ำเช่นเดียวกับนกผู้ใหญ่

นกอีโก้ง เป็นนกประจำถิ่นของประเทศไทย พบมากในที่ราบลุ่มภาคกลาง มักอาศัยตามแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ และพบกระจายทั่วประเทศตามแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ แต่อาจพบน้อยตัวกว่าตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ จะเดินหากินไปบนพืชลอยน้ำ ยกขาที่มีนิ้วเท้ายาวก้าวไปอย่างช้า ๆ กระดกหางขึ้น ๆ ลง ๆ โดยในการเดินบนวัชพืชลอยน้ำนกอีโก้งมักต้องขยับปีกเพื่อช่วยในการทรงตัวด้วย หากอยู่ในอันตรายหรือตกใจ อาจวิ่งหนี หรือบินหนีเป็นระยะทางสั้น ๆ และหาที่หลบกำบังตัว

ราก บัวหลวง รากจอกหูหนู สายบัว ต้นแพงพวยน้ำ ไส้ในหรือต้นอ่อนของกก จูด และข้าวเป็นอาหารของนกอีโก้ง ในการกินสายบัว นกจะถอนเอาสายบัวออกมาโดยการใช้ปากกระตุกออกมา ใช้เท้าจับสายบัวและใช้ปากปอกสายบัวกินแต่ไส้ในทีละท่อน ๆ จนหมดสาย นอกจากพืชแล้ว นกอีโก้งยังกินแมลงเล็ก ๆ ในน้ำ กบ เขียด อึ่งอ่าง หอยโข่ง หอยเชอรี่
หรือแม้แต่ไข่ของนกอื่น ๆ ในการกินหอย นกจะใช้ปากหักเปลือกหอยจนแตกแล้วดึงเนื้อมากินทีละชิ้นจนหมด นกอีโก้งเป็นนกที่เดินหากินได้ทั้งวัน
ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและจะไต่ขึ้นไปพักผ่อนหลับนอนบนต้นไม้ที่สูงเล็กน้อยในตอนพลบค่ำ

พฤติกรรม การสืบพันธุ์

ชอบ อยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ตามดงกกหรือกอหญ้า นกอีโก้งออกหากินโดยเดินตามริมน้ำ เดินช้า ๆ เวลาเดินเมื่อยกเท้านิ้วทั้งหมดจะงอเข้าหากัน และเมื่อก้าวขาลง นิ้วเท้าจะแผ่กระจายออกจากกัน หางที่สั้นของมันจะกระดกทุกครั้งที่ก้าวขา ถ้าถูกรบกวนจะวิ่งหนีไปบนพื้นน้ำ โดยขยับปีกช่วยกัน ทำให้ขาของมันไม่จมน้ำ จะบินหนีก็ต่อเมื่ออยู่ในอันตรายจริง ๆ เท่านั้น เป็นนกที่บินไม่เก่ง เมื่อบินไปพบกอหญ้าที่รกทึบ จะบินลงไปซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ในนั้นจนอันตรายผ่านไป แต่เป็นนกว่ายน้ำได้เร็วและเก่งมาก

นกอีโก้ง ทำรังวางไข่ได้เกือบตลอดทั้งปีเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม โดยทั่วไปจะทำรังในช่วงปลายฤดูฝนเป็นต้นไป เมื่อเข้าช่วงฤดูผสมพันธุ์นกจะส่งเสียงดังร้องเรียกกัน จับคู่และสร้างรังโดยการดึงพืชน้ำลงมาขัดสานกันจนเป็นรังหนา เส้นผ่านศูนย์กลางราว 30 เซนติเมตร สูงจากระดับน้ำตั้งแต่ 30-50 เซ็นติเมตร และใช้พืชน้ำอื่น ๆ กรุรังให้อ่อนนุ่ม

แต่ บางรังก็สร้างไว้บนกอผักตบชวา นกจะวางไข่ครั้งละ 3-5 ฟอง นกทั้งสองเพศช่วยกันกกไข่หลังจากวางไข่ฟองสุดท้ายแล้ว ใช้เวลาราว 22-25 วันก็ฟักเป็นตัว ลูกนกจะอยู่ในรังต่ออีกไม่กี่วัน พ่อแม่ก็พาออกไปเลี้ยงนอกรัง โดยพ่อแม่หาอาหารมาป้อน เมื่อลูกโตพอสมควรพ่อนกก็จะแยกไปให้แม่นกเลี้ยงต่อไปตามลำพัง เมื่อลูกนกอายุ 4 เดือนก็จะมีชุดขนคล้ายผู้ใหญ่ ปากค่อย ๆ แดงจนเป็นตัวเต็มวัยในที่สุด

ถิ่นอาศัย

พบตั้งแต่ในยุโรป แอฟริกา อินเดีย จีน ลังกา พม่า พบได้ทั่วประเทศไทย มีชุกชุมในภาคกลาง ลาว เวียตนาม
มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไปจนถึงออสเตรเลีย โดยในบางที่อาจเป็นชนิดย่อยอื่นและมีชื่อเรียกอื่น

สถานภาพปัจจุบัน

นกอีโก้งเป็นนกประจำถิ่น พบได้บ่อย และปริมาณปานกลาง จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติ
สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

อ้างอิง :
http://www.rmutphysics.com/charud/oldnews/84/chemistry/talaynoi.htm
http://palm1981.multiply.com/photos/album/38/38
http://www.moohin.com/animals/birds-111.shtml
http://kanchanapisek.or.th/oncc-cgi/text.cgi?no=10641
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=687016

error: Content is protected !!