12 โรคที่เกิดจากการขาดสารอาหาร ทานน้อยเกินไป อันตรายกว่าที่คิด !

ขาดสารอาหาร

          ขาดสารอาหาร ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะเสี่ยงป่วยได้ตั้งหลายโรค ใครชอบเลือกทาน งานนี้ต้องระวัง !

          ในปัจจุบันนี้ คนเราทานอาหารกันยากขึ้น บางคนก็เลือกทาน บางคนก็ทานน้อย อย่างเช่น เด็ก ๆ ที่คอยเขี่ยผักออกจากจานอาหาร หรือกลุ่มคนที่อยากลดน้ำหนัก แต่เลือกที่จะลดแบบไม่ถูกวิธี โดยใช้การอดอาหารหรือทานน้อย ๆ แทน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างมาก เพราะสามารถทำให้ร่างกายขาดสารอาหารต่าง ๆ ได้ ยังไม่รวมถึงคนในชนบทหรือคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีทางเลือกในการรับประทานอาหารมากนัก คนกลุ่มนี้ก็เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เสี่ยงต่อโรคขาดสารอาหารเช่นกันค่ะ และอาจนำมาซึ่งโรคภัยเหล่านี้

ภาวะทุพโภชนาการ

          ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าภาวะทุพโภชนาการ ก็คือการได้รับปริมาณสารอาหารที่ไม่สมดุลกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะทานอาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็ได้ค่ะ อย่างกรณีทานมากเกินไปมักพบในกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ เพราะมีโอกาสเลือกทานอาหารได้มากมาย ซึ่งการทานไม่ยั้งนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและไขมันในเลือดสูงได้อย่างง่าย ๆ

          ส่วนกรณีขาดสารอาหารมักเกิดในกลุ่มคนชนบทมากกว่า โดยเฉพาะเด็ก ๆ หรือคนในเมืองที่มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ไม่สู้ดีนัก มีฐานะยากลำบากหาอาหารบางประเภททานได้ยาก ก็มีโอกาสได้รับสารอาหารไม่พอเพียง ซึ่งอาจทำให้มีอาการอ่อนเพลีย ภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อได้ง่าย และเป็นโรคต่าง ๆ ตามชนิดของสารอาหารที่ขาดค่ะ

          วิธีรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะทุพโภชนาการก็คือ หากทราบว่าขาดสารอาหารอะไรก็ต้องทานอาหารประเภทนั้นให้มากขึ้น หรือหากมีอาการรุนแรงต้องไปพบแพทย์ แพทย์ก็อาจให้สารอาหารชนิดนั้นทางหลอดเลือดดำ พร้อมกับรักษาแบบประคับประคองอาการป่วยที่เป็นไปด้วย

ขาดสารอาหาร

โรคท้องผูก 

          ทุกคนน่าจะรู้ดีว่าอาการท้องผูกเกิดจากร่างกายไม่ได้รับไฟเบอร์จากผักและผลไม้ ดังนั้นการขาดไฟเบอร์ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีอาการท้องผูก ถ่ายยาก ถ่ายออกมาเป็นก้อนแข็ง หรือเป็นก้อนที่เล็กลงได้ ทว่าในกลุ่มคนที่ลดน้ำหนัก ลดแป้งด้วย อาจจะเจออาการท้องผูกเนื่องจากการรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดดี เช่น โฮลวีท โฮลเกรน ไม่เพียงพอด้วยเหมือนกัน

          ดังนั้นหากไม่อยากท้องผูกก็ต้องหาอาหารที่มีไฟเบอร์หรือกากใย และแป้งชนิดดีที่มีไฟเบอร์ เช่น ข้าวโอ๊ต โฮลเกรน โฮลวีท ข้าวกล้อง ถั่ว ถั่วดำ ลูกพรุน ฟักทอง มะละกอ มะขาม เม็ดแมงลัก ข้าวโพด แอปเปิล ฝรั่ง สับปะรด หรือขี้เหล็กมาทานให้มาก ๆ นะคะ อ้อ แล้วก็อย่าลืมดื่มน้ำให้เยอะ ๆ ด้วย เพราะน้ำช่วยให้อุจจาระของเราอ่อนตัวลง จึงถ่ายออกมาได้ง่ายขึ้น หรือจะลองรักษาด้วยวิธีข้างล่างนี้ก็ได้ค่ะ

          – ท้องผูก อาการยอดฮิต ต้องพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย !
          – บอกลาอาการท้องผูก ด้วย 10 วิธีง่าย ๆ ช่วยให้ถ่ายได้ทุกเช้า
          – 14 สุดยอดผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง แถมจัดเต็มแก้ท้องผูก สูตรนี้เริดแน่
          – 14 ของกินเล่นไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกก็เวิร์ก

ขาดสารอาหาร

โรคเหน็บชา

          โรคนี้เกิดจากการขาดวิตามินบี
1 ค่ะ
ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยส่งกระแสความรู้สึกของเส้นประสาททุกส่วนในร่างกาย
หากเราทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 น้อยเกินไป
อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้เลยก็คือจะมีอาการเจ็บหรือชาที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง
โดยมากจะเป็นที่บริเวณปลายนิ้วมือปลายเท้าและขา อาจรู้สึกแปล๊บ ๆ ร่วมด้วย

          แต่ที่น่ากลัวคือ หากขาดวิตามินบี 1 มาก ๆ และเป็นเวลานาน
ร่างกายจะดึงเอาวิตามินที่สะสมไว้ในร่างกายออกมาใช้
ซึ่งจะหมดไปภายใน 1
เดือน
ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น เริ่มจากอ่อนเพลีย เป็นตะคริวง่าย หอบเหนื่อย
แขนขาไม่มีแรง จนถึงขนาดหัวใจเต้นผิดจังหวะ
และถึงขั้นหัวใจล้มเหลวจนเสียชีวิตได้เลย

          – 13 สัญญาณว่าคุณกำลังขาดวิตามินบี 1 รู้ให้ทัน ป้องกันการเสียชีวิต

          ดังนั้นแล้ว
เราควรทานวิตามินบี 1 ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย คือ ประมาณ 1
มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชาย และ 0.9 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิง
ซึ่งหาทานได้จากธัญพืช ไข่แดง ตับ ข้าวซ้อมมือหรือข้าวที่ไม่ขัดขาว
และเนื้อหมู เนื่องจากหมูก็กินรำข้าวเป็นหลัก ซึ่งรำข้าวมีวิตามินบี 1
อยู่มาก เนื้อหมูจึงมีวิตามินบี 1 ไปด้วยนั่นเอง

โรคปากนกกระจอก

          สาเหตุหนึ่งของการเป็นโรคปากนกกระจอกมาจากการขาดวิตามินบี 2
ที่พบได้มากในเนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียว และนม โดยเฉพาะนมแม่
โดยที่โรคปากนกกระจอกจะมีอาการเป็นแผลหรือรอยแตกที่มุมปาก ริมฝีปากเจ่อบวม
ลิ้นมีสีแดงและเจ็บมาก หรือมีแผลอยู่ในปาก ซึ่งในบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลีย
หงุดหงิด และเบื่ออาหารร่วมด้วยค่ะ ซึ่งแม้โรคนี้จะไม่ได้เป็นอันตรายอะไรมาก
แต่ก็สร้างความรำคาญให้คนที่เป็นสุด ๆ

          อย่างไรก็ตาม
โรคนี้รักษาให้หายได้ไม่ยาก โดยหากสาเหตุของโรคเกิดจากการขาดวิตามินบี 2
ก็เพียงแค่ทานอาหารที่มีวิตามินบี 2 เยอะ ๆ หรือทานวิตามินบีรวมที่เป็นเม็ด
ๆ ก็ได้ แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อเริม เชื้อแบคทีเรีย หรือแพ้อะไรบางอย่าง
ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาตามอาการนะคะ  

ขาดสารอาหาร

โรคลักปิดลักเปิด

          โรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟันที่ทุกคนคุ้นหู
มีสาเหตุหลักมาจากการขาดวิตามินซี ส่งผลให้เหงือกบวม เหงือกยุ่ย ตัวซีด
และมีเลือดออกตามไรฟันได้ง่าย
และอย่าพึ่งชะล่าใจคิดว่าอาการแค่นี้ไม่เป็นอันตรายนะคะ
เพราะหากไม่รีบรักษาให้หายอาจมีอาการเหงือกเน่า จนทำให้ฟันหลุดร่วงลงมาได้
ดังนั้นถ้าพบว่าตัวมีอาการคล้ายจะเป็นโรคลักปิดลักเปิด
ขอแนะนำรีบป้องกันหรือรักษาอาการเบื้องต้นด้วยการทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง
ๆ อย่างผักและผลไม้ เช่น ส้ม มะขามป้อม มะนาว ฝรั่ง
ซึ่งถ้าทานได้ในทุกมื้อก็จะดีมาก
เพราะวิตามินซีจากอาหารที่ทานไปจะได้ไปบำรุงร่างกายในส่วนอื่น ๆ ได้ด้วย

          – 10 ผลไม้ให้วิตามินซีสูงปรี๊ด สกัดหวัด เสริมภูมิคุ้มกัน

ขาดสารอาหาร

โรคเกล็ดกระดี่ขึ้นตา

          หลาย ๆ คนอาจไม่ค่อยรู้จักโรคเกล็ดกระดี่ขึ้นตามากนัก
เพราะโรคนี้ไม่ค่อยพบในสมัยนี้สักเท่าไร
เนื่องจากส่วนมากจะเกิดกับครอบครัวในชนบทหรือครอบครัวที่มีฐานะยากจน แถบ ๆ
ภาคอีสาน ที่ให้เด็กกินนมข้นหรือกล้วยบดเป็นหลัก
ทำให้ขาดวิตามินเอและสารอาหารอื่น ๆ แต่ในปัจจุบันหลาย ๆ ครอบครัวต่าง ๆ
ก็มีความรู้เกี่ยวกับอาหารมากขึ้นแล้ว
 
          โดยโรคนี้จะมีอาการจอตาเสื่อม ทำให้ตาฟางเวลามองตอนกลางคืน ตาแห้ง
ต่อมน้ำตาไม่ทำงาน เมื่อมีอาการหนักขึ้น ตาขาวจะเป็นสีเทาเข้ม กระจกตาจะฝ้า
มีอาการอักเสบได้ง่าย จนทำให้ตาบอดได้ แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาและป้องกันได้ง่าย ๆ ด้วยการทานวิตามินเอ
ทั้งจากอาหารหรือในรูปแบบวิตามินเสริมให้มีปริมาณเพียงพอตามที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน
คือ 5,000 ไอยูสำหรับผู้ชาย และ 4,000 ไอยูสำหรับผู้หญิง
เพราะโรคนี้มีสาเหตุมาจากการขาดวิตามินเอ
และวิตามินเอเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อประสาทตา
ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับวิตามินเอในปริมาณที่เหมาะสม
ก็จะช่วยบรรเทาและป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้ค่ะ
 
โรคโลหิตจาง

          โรคโลหิตจาง อาการป่วยของคนขาดธาตุเหล็ก
เนื่องจากมีธาตุเหล็กในร่างกายไม่เพียงพอที่จะสร้างฮีโมโกลบิน
ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิง เพราะต้องเสียเลือดเป็นประจำทุกเดือน
หรือต้องขาดธาตุเหล็กมากหลังคลอดลูก โดยจะมีอาการไม่มีแรง เหนื่อย
อ่อนเพลีย หัวใจเต้นแรง และมีผิวซีด ซึ่งต้องเข้าพบหมอเพื่อการรักษาต่อไป

          แต่หากใครที่อยากป้องกันโรคนี้ไว้ก่อน
ก็ทำได้โดยการทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก อย่าง เนื้อสัตว์ เครื่องใน
อาหารทะเล ไข่ ผักใบเขียว แต่ต้องระวังอย่าให้มากเกินไป

เพราะอาจส่งผลเสียต่อตับและหัวใจได้ โดยผู้ชายควรได้รับธาตุเหล็กประมาณ 10
มิลลิกรัมต่อวัน ผู้หญิงควรได้รับมากกว่าหน่อยประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน
ส่วนคุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับปริมาณธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไปคือ 40
มิลลิกรัม และเมื่อคลอดลูกแล้ว แต่ยังอยู่ในภาวะให้นมบุตรควรลดลงมาเหลือที่
15 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ

          – อาหารบำรุงเลือด กินอย่างนี้สิป้องกันภาวะโรคโลหิตจาง

โรคคอพอก

          โรคคอพอกหรือที่เรารู้จักกันในชื่อโรคไทรอยด์ต่ำเป็นโรคที่มีสาเหตุจากการขาดสารไอโอดีน
ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ง่วงซึม มีการเผาผลาญอาหารลดลง
และมีก้อนที่บริเวณคอ หากพบว่าตัวเองมีอาการดังกล่าวควรเข้าพบแพทย์
เพื่อหาทางรักษา แต่ถ้ายังไม่เป็นก็สามารถป้องกันได้ด้วยการทานอาหารที่มีไอโอดีนในปริมาณที่เพียงพอคือ
150-200 ไมโครกรัมต่อวัน
โดยอาหารที่มีไอโอดีนสูง คือ
อาหารทุกชนิดที่มาจากทะเล หรือหากเป็นไทรอยด์อยู่แล้ว
แนะนำให้เช็กว่าคนเป็นโรคไทรอยด์ ประเภทไฮโปไทรอยด์
ควรกินหรือไม่กินอะไรเพื่อไม่ให้กระตุ้นอาการของโรคได้จากลิงก์นี้เลยค่ะ

            – โรคไทรอยด์-ไทรอยด์เป็นพิษ ห้ามกินอะไร เลี่ยงไว้เพื่อความปลอดภัย 
 
โรคเอ๋อหรือเครทินิซึม (cretinism)

          โรคปัญญาอ่อนอย่างถาวรหรือโรคเอ๋อ เป็นโรคที่เป็นตั้งแต่กำเนิด
เนื่องจากคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ขาดไอโอดีน
ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่
และไม่สามารถสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ได้
ซึ่งฮอร์โมนนี้มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาสมอง จึงทำให้ลูกที่คลอดออกมาพิการ
มีอาการหูหนวก เป็นใบ้ มีสติปัญญาต่ำ
หรือบางรายที่รุนแรงมากอาจทำให้ลูกเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์
แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถป้องกันได้ โดยให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ได้รับไอโอดีนในปริมาณที่เหมาะสม คือ
ประมาณวันละ 250 ไมโครกรัม ซึ่งหาได้จากอาหารทะเลทุกชนิด
หรือหากไม่สามารถทานอาหารทะเลได้บ่อยครั้ง
อาจซื้อเกลือเสริมไอโอดีนมาทานก็ได้เหมือนกันค่ะ
โดยทานเกลือเสริมไอโอดีนเพียงวันละประมาณ 1 ช้อนชา (5 กรัม)
ก็จะได้รับไอโอดีนที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันแล้ว

ขาดสารอาหาร

โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

          นิ่วในกระเพาะปัสสาวะเป็นโรคที่พบมากในแถบภาคเหนือ ภาคอีสาน
ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ชาย โดยจะมีอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะเป็นเลือด
ปัสสาวะแล้วแสบ หรือปวดท้องน้อย เนื่องจากขาดโพแทสเซียม แมกนีเซียม
และฟอสฟอรัส
เพราะสารอาหารที่กล่าวไปสามารถลดการก่อตัวของผลึกออกซาเลตที่เป็นสาเหตุหนึ่งของนิ่วได้
ดังนั้นหากอยากป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
จึงควรทานอาหารมีโพแทสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสเยอะ ๆ เช่น ลูกพรุน ไข่
ปลา นม เห็ด สัตว์ปีก เนื้อสัตว์ เครื่องใน ถั่ว เมล็ดพืช ผักใบเขียว
และผลไม้ ส่วนในเด็กทารกก็จะเป็นจะต้องได้รับนมแม่ในปริมาณมาก ๆ ค่ะ

โรคกระดูกอ่อน

          แน่นอนว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับกระดูกก็คือแคลเซียมและฟอสฟอรัส
ดังนั้นคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าโรคกระดูกอ่อนจะเกิดจากการขาดสารอาหารชนิดใด
แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ขาดแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสเท่านั้นที่ทำให้เป็นโรคนี้ได้
เพราะพบว่าผู้ที่มีอาการขาดวิตามินดีที่ส่วนมากได้รับจากแสงแดด
ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคนี้ด้วย เนื่องจากวิตามินดี
เป็นสารอาหารที่ช่วยดูดซึมแคลเซียม
ดังนั้นหากขาดทั้งสองสารอาหารนี้ไปจึงทำให้กระดูกไม่แข็งแรง
จนมีอาการกระดูกอ่อนได้

          โดยอาการกระดูกอ่อนทำให้ทรงของกระดูกเปลี่ยนไป เช่น ขาโก่ง เข่าชนติดกัน
หรือกระดูกซี่โครงแอ่น อีกทั้งยังมีอาการอ่อนเพลียและกล้ามเนื้อกระตุก
ซึ่งถ้าเป็นโรคนี้แล้วต้องพบแพทย์เพื่อหาทางรักษา
แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถป้องกันได้โดยการทานอาหารที่มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส
และวิตามินดีเยอะ ๆ ส่วนมากจะพบได้ใน นม งา ถั่ว เต้าหู้ ไข่แดง เครื่องใน
ปลา และผักใบเขียวค่ะ

ขาดสารอาหาร

โรคสมองเสื่อม

          USDA Human Nutrition
Research Center ที่บอสตัน พบว่า
ผู้ที่ทานอาหารที่มีวิตามินบีสูงจะมีความจำที่ดี
เพราะวิตามินบีเป็นสารอาหารที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างปกติ
ดังนั้นผู้ที่ขาดวิตามินบี เซลล์สมองอาจทำงานได้ไม่เหมือนเดิม
จนเป็นสาเหตุที่ทำให้สมองเสื่อมได้
แล้วยิ่งถ้าผู้ป่วยคนนั้นติดเหล้าด้วยละก็ สมองก็จะยิ่งถูกทำลาย
จนส่งผลให้เซลล์สมองเสียหาย ฉะนั้นทางที่ดีเราควรทานอาหารที่มีวิตามินบี
ทั้งวิตามินบี 1 บี 6 และบี 12 ให้มาก ๆ เช่น ข้าวซ้อมมือ ธัญพืช ถั่ว งา
เนื้อสัตว์ ผัก ปลา และนม
เพื่อลดความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมลงได้ค่ะ
 
          เห็นไหมคะว่าการที่เราขาดสารอาหารสามารถทำให้เป็นโรคต่าง ๆ
ได้มากมายขนาดนี้ ดังนั้น
เราควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรง
และลดความเสี่ยงโรคต่าง ๆ จากการขาดสารอาหารเหล่านี้ลงไปด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 
โรงเรียนกันทรารมณ์
ศูนย์วิทยบริการ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โรคพยาบาลแพร่
ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มาของเนื้อหา : health.kapook.com