ให้ออกพตท.อุ้มรีด พลตรีโต้ เหยื่อโผล่อีก2ชี้ตัว-ยันจำแม่น สูญ4ล.ค่าวิ่งคดี ตำรวจรวบแล้ว8 4สห.ทัพเรือด้วย ส่งศาลได้ประกัน ล่าอีก2จ่าร่วมทีม

สั่งให้ออก พ.ต.ท. หัวโจก แก๊งอุ้มรีด 20 ล้าน เสี่ยนักธุรกิจทัวร์-สายการบิน “บิ๊กโจ๊ก” แถลงผลคดี จับแล้ว 8 ล่าอีก 2 อดีตจ่า เผยในแก๊งมีสารวัตรทหารเรือและพลเรือนรวม 10 คน พล.ต.สังกัดกองทัพไทยเอี่ยวด้วย ตร.ตามสืบจนได้หลักฐานแน่ชัด ขณะที่นายพลตรีชี้แจง ถูกลูกน้องอ้างชื่อ ไม่เกี่ยวข้องด้วย ก่อนให้ประกันตัวทหาร 5 นาย แฉแก๊งดังกล่าวเคยก่อเหตุ 3-4 ครั้ง ล่าสุดผู้เสียหายโผล่ชี้ตัวถูกก่อเหตุสูญเงินไป 4 ล้าน อยู่ระหว่างเร่งขยายผลเอาผิด ศาลอาญาให้ประกัน พ.ต.ท.ฉาว กับชาวสิงคโปร์

จากกรณีพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. พร้อมกำลัง จับกุมแก๊งมีสี อุ้มรีดทรัพย์นายสุรชัย แซ่ย่าง นักธุรกิจเจ้าของบริษัทคันต้า กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด และกรรมการสายการบินนิวเจน แอร์เวย์ส สายการบินแบบเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) ที่นำนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวไทย จาก บ.ในซอยนวลจันทร์ นำไปรีดเงิน 20 ล้านบาท แต่เจ้าตัวต่อรองจนเหลือ 2 ล้านบาท ก่อนได้รับการปล่อยตัวหลังญาติโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย ตร.สอบสวนพบ ผู้ต้องหามีทั้งนายทหารยศพลตรี สังกัดกองทัพไทย และตำรวจระดับสารวัตรสังกัด บช.ก. นอกจากนี้ยังมีทหารชั้นประทวนและพลเรือนรวม 10 คน จึงขออนุมัติหมายจับและตามจับกุมมาได้เกือบยกแก๊ง รวมทั้ง พล.ต. และสารวัตร บช.ก. ตามที่เป็นข่าวไปแล้ว

เมื่อเวลา 11.30 น วันที่ 11 ส.ค. ที่สน.โคกคราม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิติธร จินตกานนท์ รองผบก.สปพ. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผบก.ทท. พ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผกก.สน.โคกคราม พ.ต.ท.ทัสสุมิ ยอดประทุมวัน รองผกก.สส. พ.ต.ท.ภาณุพงศ์ จินดาหลวง สว.สส. ร่วมกันแถลงข่าวรายละเอียดการจับกุมแก๊งมีสีดังกล่าว หลังพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ขอศาลอาญารัชดาฯ อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 10 ราย

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความเจ้าหน้าที่ติดตามสืบสวนจนทราบตัวคนร้ายทั้งหมด ก่อนขอศาลอนุมัติหมายจับ เบื้องต้นเมื่อเย็นวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 8 ราย เป็นนายทหารระดับสูง 1 ราย คือพล.ต.จรูญ อำภา สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นสารวัตรทหารเรือ 4 ราย คือ จ.อ.เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ จ.อ.อภิวัฒน์ ศรีนะพรม จ.อ.เทพพิทักษ์ รัดทะนี จ.อ.ทรงวุฒิ เที่ยงธรรม เป็นตำรวจสัญญาบัตร สังกัดบช.ก. 1 รายจับได้ที่ จ.นครราชสีมา คือ พ.ต.ท.ณัฐกฤษต์ ยุทยา สว.กก.5 บก.ปอศ. เป็นพลเรือน 1 รายทำหน้าที่รับเงิน คือ นายโอภาส ศรียา และชาวสิงค์โปร์ 1 รายคือนายโก๊ะ เท็ก ฉวน

ส่วนที่เหลือ 2 รายคือ นายอุทิศ ก่อแก้ว หรือ จ่าต้อยและนายฐิติกร ชื่นอุรา หรือ จ่ายักษ์ อยู่ระหว่างการหลบหนี คาดว่ายังอยู่ภายในประเทศ ทั้งนี้ ในชั้นของพนักงานสอบสวน ได้ให้ประกันตัวผู้ต้องหา 5 รายคือ พล.ต.จรูญ อำภา กับอีก 4 สารวัตรทหารเรือ คือนาย เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ นายอภิวัฒน์ ศรีนะพรม นายเทพพิทักษ์ รัดทะนี นายทรงวุฒิ เที่ยงธรรม ส่วนที่เหลืออีก 3 ราย คือ พ.ต.ท. ณัฐกฤษต์ ยุทยา นายโอภาส ศรียา นายโก๊ะ เท็ก ฉวน พนักงานสอบสวนจะนำตัวส่งฝากขังศาลอาญารัชดาในวันนี้

ผบก.สปพ. กล่าวต่อว่าในส่วนของตำรวจและทหารที่ถูกจับกุมนั้น ขณะนี้ทางต้นสังกัดคือ พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ผบก.ปอศ. มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.ณัฐกฤษต์ ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารนั้น ทางพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือแจ้งถึงต้นสังกัดรับทราบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปแล้ว

ด้านนายทรงศักดิ์ ผู้เสียหายที่อยู่ในเหตุการณ์เดียวกันกับนายสุรชัย กล่าวว่า วันที่เกิดเหตุมีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาในบริษัทประมาณ 10 คน แต่งเครื่องแบบประมาณ 6 คน บุกรุกเข้ามาโดยไม่มีหมาย เข้าไปเอาเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด ขอเข้าพบนายสุรชัย โดยอ้างว่ามาจาก กอ.รมน. และนำตัวตนไปที่ กอ.รมน.ดอนเมือง ได้ไปพบผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง คุยได้ประมาณ 1 นาที ท่านก็ออกไป จากนั้นมีล่ามเข้ามาคุยกับตนพร้อมขอเงิน 20 ล้าน ยืนยันว่าไม่รู้จักกับกลุ่มคนร้ายเป็นการส่วนตัว แต่เคยทำธุรกิจร่วมกันหรือไม่นั้น ไม่แน่ใจ ขณะที่ทราบมาว่ามีคนตกเป็น เหยื่อที่สภ.เมืองพัทยาสูญเงินกว่า 10 ล้านบาทด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบสวนปากคำ พล.ต.จรูญให้การว่า วันนั้นลูกน้องเก่ายศนายสิบ ที่ออกจากราชการและไม่ได้เจอกันนาน พานายทรงศักดิ์กับนายสุรชัย มาพบ ซึ่งตนก็ได้พูดคุยแค่ 3 นาทีเท่านั้น พอมีข่าวออกมาว่าตนเกี่ยวข้องกับคดีกรรโชกทรัพย์ ก็ได้คุยกับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.และเมื่อเวลา 16.00 น. ก่อนเดินทางมาชี้แจง ที่สน.โคกคราม โดยได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยืนยันว่าถูกแอบอ้าง ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่จากการสืบสวนเจ้าหน้าที่ทราบว่ายังมีผู้เสียหายจากการถูกแก๊งดังกล่าวอุ้มรีดอีกจำนวน 3-4 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนและเร่งสอบสวนขยายผลดำเนินคดีต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหารับสารภาพตลอดข้อหา โดยขณะที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาอยู่นั้นมีผู้เสียหายชาวจีน 2 ราย เดินทางมาชี้ตัวผู้ต้องหา คดีแรกเป็นคดีฉ้อโกงในพื้นที่ สน.วังทองหลาง ที่กลุ่มคนร้ายแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สัญชาติไทยกับผู้เสียหายได้สูญเงินกว่า 750,000 บาท เมื่อปี 2559 อีกคดีเป็นคดีที่คนร้ายอ้างว่าจะช่วยเหลือเรื่องคดีความที่สามีชาวจีนถูกจับกุมฐานใช้เอกสารปลอม โดยคิดมูลค่าวิ่งเต้นคดีเป็นเงินกว่า 4 ล้านบาท ท้องที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อปี 2558 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฝากประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายรายอื่นๆ สามารถเดินทางมาแจ้งความได้ที่ สน.โคกคราม

วันเดียวกัน ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีพล.ต.จรูญ อำภา ผอ.สปก.ศปร. กองบัญชาการกองทัพไทย(บก.ทท.) ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มรีดไถนักธุรกิจว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ถ้าผิดก็ต้องจับกุม เพราะทหารจะทำความผิดและทำทุจริตไม่ได้ ยืนยันว่าทางกองทัพไม่ให้ความช่วยเหลือ หากผิดให้ดำเนินการเต็มที่ตามกฎหมาย ซึ่งการดำเนินการทางคดีอาญาจะมีความผิดร้ายแรงกว่าวินัยทหาร

ด้านพล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า หากกำลังพลกระทำผิดจริง กระทรวงกลาโหมจะไม่ละเว้น แต่เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทุกอย่างต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นทหารแล้วทำความผิดจริงจะมีทั้งความผิดทางอาญาและทางวินัย ส่วนทางวินัยจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

ส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวตนยังไม่ได้หารือกับผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.ทสส.) เพราะอะไรที่มีพยานหลักฐานชัดเจนก็ต้องดำเนินการตามนั้น ส่วนตัวไม่มีความกังวลใดๆ ในการดำเนินคดี เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นความผิดทางอาญา พร้อมเชื่อว่าเบื้องต้นมีพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะเอาผิดกับนายทหารดังกล่าว โดยหากพบว่านายทหารคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องจริงขั้นตอนต่อไปก็จะแจ้งไปยังต้นสังกัดพร้อมเอาผิดตามขั้นตอน ส่วนของการดำเนินการกับข้าราชการตำรวจที่กระทำความผิดนั้น ยืนยันว่าจะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัยและอาญา ส่วนจะให้ออกจากราชการเลยหรือไม่นั้นอยู่ที่การพิจารณาของต้นสังกัดนายตำรวจคนดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้ไปก็จะมีการขยายผลต่อไป

ด้านพล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ผบก.ปอศ.เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้มีคำสั่งให้พ.ต.ท. ณัฐกฤษต์ ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมทั้งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ส่วนคดีอาญาก็ว่าไปตามกฎหมาย

ต่อมาที่ศาลอาญา ญาติของพ.ต.ต. ณัฐกฤษต์และนายโก๊ะ เท็ก ฉวน ชาวสิงคโปร์ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างการฝากขัง ศาลพิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์เป็นเงินสดแล้ว จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว พ.ต.ท.ณัฐกฤษต์และนายโก๊ะ เท็ก ฉวน ชาวสิงคโปร์ ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 3 ได้ โดยตีราคาประกันคนละ 200,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ ส่วนนายโอภาส ไม่มีหลักทรัพย์ที่จะยื่นประกันตัว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้ควบคุมตัวไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

 

 

 

 

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th