เปิดใจ ‘ตุ๊กตา-จมาพร’ เมื่อบทบาทแม่ สอนให้เข้าใจชีวิต

อีกหนึ่งศิลปินที่มีน้ำเสียงหวานซึ้ง ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านบทเพลงได้ดีเรายกให้นักร้องสาว “ตุ๊กตาจมาพร แสงทอง” จากเวทีประกวดเดอะวอยซ์ ซีซั่น 2 ที่หลังจากจบการประกวดเธอยังคงเดินอยู่บนเส้นทางดนตรี มีซิงเกิ้ลของตัวเองชื่อว่า “หากว่าฉันยังเป็นคนเดิม” ซึ่งใครที่ได้ชมมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ ได้รู้ว่าเธอนั้นเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกสาว “น้องเมโลดี้” แล้ว วันนี้ “ฮันนี่บี” จึงนัดแนะสาวตุ๊กตามาพูดคุยถึงเส้นทางดนตรีที่เธอเลือกเดิน ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร รวมถึงบทบาทการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวของเธอในวัย 30 ปี นั้นทำให้เธอเรียนรู้และเข้าใจชีวิตขึ้นมากแค่ไหน ติดตามบทสัมภาษณ์สาวเก่งคนนี้ได้เลยค่า

ตั้งแต่จบจากเวทีเดอะวอยซ์ ก็รับงานอิสระไม่ได้เข้าสังกัดไหน?

“ใช่ค่ะ ยังทำงานเพลงต่อเนื่องแต่ไม่มีสังกัด ตุ๊กตาร้องเพลงมา 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 2 จนตัดสินใจไปลองประกวดเดอะวอยซ์ เพราะเป็นฝันของนักร้องทุกคน แม้จะตกรอบแต่ก็ได้รับการตอบรับดี ทุกวันนี้เลือกเป็นนักร้องอิสระ ส่วนใหญ่ร้องเพลงประกอบละคร เพิ่งมีซิงเกิ้ลตัวเองคือ “หากว่าฉันยังเป็นคนเดิม” และ “เหตุผลที่ยังหายใจ” ข้อดีที่เราเป็นฟรีแลนซ์คือสบายตัว รับงานอะไรก็ได้ เพลงแรกโชคดีมีพี่แทน วงลิปตาช่วยแต่งเนื้อร้องเพลง และโชคดีเอ็มวีได้พี่บาส-นัฐวุฒิ มากำกับมิวสิกวิดีโอให้ การประกวดเสริมในแง่ชื่อเสียง ทำให้คนรู้จักผลงานของเราว่าสมัยก่อนว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ก็ดีใจที่คนชอบในความเป็นตัวเราค่ะ

ทำไมไม่คิดเข้าระบบค่าย แบบที่นักร้องคนอื่นทำกัน?

“มีค่ายมาชวนเราเยอะค่ะแต่เรากลัว ตุ๊กตาเป็นนักร้องกลางคืนร้องเพลงได้ทุกแนวจึงมีคาแรกเตอร์ไม่ชัด มันยากกับการเป็นศิลปินเพราะไม่มีทางที่ชัดเจน เหมือนเราใส่เสื้อผ้าแนววินเทจ ก็ควรขายของวินเทจ แต่เราเหมือนตุ๊กตาที่ใส่ชุดแบบไหนก็ได้ยิ่งหน้าตาเราแบ๊ว ๆ ค่ายอาจจะให้เราออกเพลงแนวแบ๊วซึ่งก็ไม่ใช่ตัวเราอีก เพราะอายุ 30 ปี ก็โตแล้ว ไม่อยากหลอกคนฟัง ไม่เสียดายโอกาสเพราะซื่อสัตย์กับตัวเอง อาจจะช้าไปบ้างแต่เราจริงใจ จนตอนนี้อยู่วงการเพลงเป็นปีที่ 2 รู้สึกตัวเองเปิดกว้างขึ้น อยากลองทำเพลงจริงจังบ้าง สองเพลงที่ปล่อยไป ถึงไม่ได้กระแสยอดชมทะลุล้าน แต่ประสบความสำเร็จเมื่อมีคนบอกว่าชอบ นอกจากนี้ยังโคฟเวอร์เพลงเกาหลีและญี่ปุ่นด้วย ทั้งที่ไม่มีพื้นฐานทางภาษาเลย แต่เราก๊อบปี้เก่งทำให้มีแฟนเพลงที่ชอบตรงนี้แม้ไม่ใช่กลุ่มใหญ่ แต่ได้รับคำชมก็ดีใจแล้วค่ะ”

ซึ่งจุดเริ่มต้นในการเป็นนักร้องเริ่มจากอะไร?

“จริง ๆ เราไม่ชอบร้องเพลงเลย อาศัยฝึกฝนไม่เคยเรียนร้องเพลง แต่เราเติบโตมากับเสียงเพลงจีนที่บ้านเปิดตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่คิดหรอกว่าจะชอบ แต่ร้องเพลงมาตลอดและมีความสุข จนมาเปลี่ยนตอนเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกปรัชญา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไม่เกี่ยวกับการร้องเพลง แต่มามีโอกาสเข้า “ซียู แบนด์” (CU Band) ได้ร้องเพลงจริงจัง จนรับงานร้องเพลงกลางคืนตอนปี 2 เพราะที่บ้านมีปัญหาพ่อแม่แยกทางกัน ก็อยากช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายแม่ เรียนจบลองทำงานประจำก็ไม่ชอบ สุดท้ายก็ลาออกแล้วกลับมาร้องเพลงอีก นี่คือที่ของเราพอจับไมค์มันมีความสุขกว่าค่ะ”

ความมุ่งหวังในการเดินบนเส้นทางดนตรีในตอนนี้ล่ะ?

“พอมาอยู่ช่วงอายุ 30 ปี ก็อยากประสบความสำเร็จมากเหมือนกัน ก็เลยจะลองดู อยากลงมือทำ อยากรู้ว่าการเป็นศิลปินจริง ๆ ใช่ทางของเราหรือเปล่า หากข้อตกลงเรากับค่ายเข้ากันได้ก็อาจจะมีโปรเจคท์ แต่ทุกอย่างก็มีขึ้นมีลงได้ เราก็ต้องเข้าใจด้วยเลยจะลองทำให้เต็มที่ก่อนค่อยขยับขยายไปค่ะ อาจทำเพลงใหม่เยอะขึ้น ตอนนี้ก็มีงานมาเรื่อย ๆ รวมทั้งได้ทำงานเบื้องหลังคุมการอัดเสียงนักร้องอีกด้วยค่ะ”

เพราะมิวสิกวิดีโอเพลง “หากว่าฉันยังเป็นคนเดิม” ทำให้รู้เราเป็นคุณแม่แล้ว?

“ใช่ค่ะ (ยิ้ม) แรก ๆ คิดว่าคนคงไม่สนใจ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว ตุ๊กตาจะปิดเรื่องนี้ไปเลยก็ได้ แต่พี่บาสอยากให้ถ่ายทอดออกมา หลังจากเขาคุยกับเรา ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงที่อยู่ไม่ใช่เราจะประกาศ มีข่าวเรามีลูกแล้วอยู่อาทิตย์เดียวเท่านั้น เพราะเราไม่ใช่ดารา ฉะนั้นตุ๊กตาคือนักร้อง คือคนปกติ อยู่ที่เราจะวางตัวตามไฟที่ส่องมาหาเรายังไง เรื่องส่วนตัวไม่ปิดถามก็ตอบ ขึ้นอยู่กับมันเป็นประโยชน์ต่อเขามากน้อยแค่ไหน สุดท้ายเราจะมีครอบครัวหรือไม่มี เราก็ยังจับไมค์ร้องเพลงอยู่ดีค่ะ”

ความรู้สึกในวินาทีที่รู้ว่าตัวเองเป็นแม่รู้สึกยังไง?

“ตื่นเต้นและตกใจ (ยิ้ม) แต่ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเราไม่ได้เป็นคนหวาน ผู้หญิงมีสัญชาตญาณความเป็นแม่กันหมดทุกคนอยู่แล้ว เราก็ทำตามสัญชาตญาณไม่ใช่แนวห้ามพาลูกไปข้างนอกเพราะกลัวลูกเจอเชื้อโรคแบบนั้น เราพาลุยตั้งแต่เด็กซึ่งลูกแข็งแรงมาก อารมณ์ดี สุขภาพจิตดี เราเลี้ยงลุย ๆ ให้เขาอยู่กับใครก็ได้ไม่สร้างกรอบให้ลูก หรือคิดว่าลูกมีเราคนเดียว ลูกคือเด็กมีปัญหา เพราะเรากับพ่อของน้องเลิกรากัน ซึ่งมันเป็นปัญหาของเราไม่ใช่ของลูกค่ะ”

วันที่กลายเป็น “คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว” หรือ “ซิงเกิ้ลมัม”?

“มันไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเอาไว้ คือความรักในอดีตเราเจอกับพ่อของน้องเมโลดี้ ตอนไปร้องเพลงที่อังกฤษ เจอกันเร็วทำให้ยังไม่รู้จักกันพอ สุดท้ายมีปัญหาเรื่องระยะทางที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตที่อังกฤษถาวรได้ เพราะมีคุณแม่ มีงาน เพื่อน สังคม ที่นี่ทำให้เกิดปัญหาสุดท้ายตัดสินใจแยกทางกัน แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดี ช่วยกันดูแลลูกแม้จะคนละประเทศ ซิงเกิ้ลมัมไม่ใช่บทบาทที่น่ากลัว อยู่ที่เราเข้าใจและใช้ชีวิตยังไง เราไม่โทษใครมันคงเกิดจากการไม่วางแผนชีวิตเพราะเรารักอิสระเอง รักไม่สมหวังถือเป็นบทเรียนให้เรายืนขึ้นตอนนี้ เมื่อมีปัญหาอยู่ที่เรารับและแก้ไขมันยังไงโดยไม่กระทบคนอื่นมากที่สุด ซึ่งสุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ ส่วนความรักปัจจุบันเราก็แฮปปี้ดูแลกันไป เพราะเรารู้แล้วต้องทำยังไงให้ดีที่สุดค่ะ”

บทบาทของการเป็นลูกของเรา ในวันที่เราเป็นแม่ล่ะ?

“ทุกวันนี้เข้าใจคุณแม่มาก เขาเลี้ยงเรามาคนเดียวเหนื่อยและหนักแค่ไหน ตอนนี้พอเรามีลูกบางอย่างที่เป็นสิ่งเล็กน้อยอย่างบอกรักแม่ กอดแม่ ก็ทำเสมอซึ่งมีค่ามากกว่าดูแลเขาด้วยเงินทอง ภูมิคุ้มกันที่ดีเริ่มจากความล้มเหลวที่ผ่านมา เราเป็นคนรักอิสระ เราก็จะเก็บมาเป็นบทเรียน แม้จะเจ็บแต่ต้องมองว่าเราได้อะไรจากมัน แทนที่จะโทษตัวเองจนเป็นพลังงานลบ มันทำยากนะ แต่ต้องค่อย ๆ ทำและเตือนตัวเองไป เพราะยังไงเราก็คือมนุษย์ที่จนเจอสุขและทุกข์ปะปนกันไปค่ะ”

สุดท้ายฝากอะไรถึงคนที่ชื่นชอบและติดตามเรามาตลอด?

“สำหรับคนที่ติดตาม ขอบคุณมากที่ให้ความรักกับผู้หญิงคนนี้ ก็สัญญาจะทำสิ่งที่ตัวเองรักอย่างการร้องเพลงตลอดไป ขอบคุณที่ทุกคนเข้าใจ และขอเป็นกำลังใจกับคุณแม่ทุก ๆ คนที่ต้องดูแลลูกด้วยตัวเอง อย่ามองในมุมลบ แต่จงเรียนรู้เพื่อเอาพลังบวกมาใช้ชีวิตกันต่อไปนะคะ”

จากการพูดคุยกับ “ตุ๊กตาจมาพร” ในครั้งนี้ ทำให้เรารู้จักหลากหลายมุมมองของเธอ ทั้งการเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองรวมทั้งบทบาทในการเป็นซิงเกิ้ลมัมที่เธอสามารถจัดการออกมาได้ดีทั้งสองบทบาท หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนได้เป็นอย่างดี ยังไงฝากสนับสนุนผลงานเพลงของเธอในอนาคตต่อไปด้วยค่ะ.

…………………………….
ฮันนี่บี
 

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th