‘เจนนิเฟอร์’รู้ซึ้งคำว่าแม่ เมื่อ’น้องเอวา’เข้ามาเติมเต็มชีวิต

แม้ว่าคู่สามีภรรยา อย่างนักร้องและนักแสดงสาว เจนนี่เจนนิเฟอร์ โปลิตานนท์ และนักแสดงหนุ่ม อั๋นศราวุธ นวแสงอรุณ จะเดินทางไปสร้างครอบครัวที่สหรัฐอเมริกาหลังแต่งงานไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จนมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกสาวสุดน่ารัก น้องเอวาแต่แฟน ๆ ที่รักและติดตามทั้งเจนนี่และอั๋นยังคงถามไถ่ทั้งคู่ผ่านช่องทางติดต่อเดียวที่สามารถเห็นพัฒนาการของเขาทั้งสองคนได้อย่างอินสตาแกรมอยู่เสมอ

ซึ่ง ดาวต่างมุม ก็รอคอยโอกาสที่เจนนี่และอั๋นจะพาน้องเอวาบินกลับมาเยี่ยมเมืองไทย เพื่อหวังจะได้พูดคุยอัพเดทครอบครัวนี้ให้แฟนได้ชม จนในที่สุดได้เจอทั้งคู่ที่บินกลับมาเมืองไทยเวลาสั้น ๆ เราจึงไม่รอช้านัดแนะสาวเจนนี่มานั่งพูดคุยชีวิตที่ต่างประเทศ รวมถึงบทบาทของการเป็นคุณแม่ที่เลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ จนใครหลายคนตกหลุมรักลูกสาวและครอบครัวของเจนนี่ จะเป็นอย่างไรบ้างติดตามในบทสัมภาษณ์กันเลยค่า 

 แต่งงานไปก็ย้ายไปใช้ชีวิตที่อเมริกาถาวรเป็นยังไงบ้าง?

“อย่างที่ทุกคนทราบว่าเจนนี่และอั๋นย้ายไปอยู่ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน แล้วเปิดร้านอาหาร อีสานไทย โซล คิทเช่น” (Isarn Thai Soul Kitchen) ที่เมืองเคิร์กแลนด์ และ เมืองลินวูด เป็นอาหารพื้นเมืองเน้นไปทางอีสาน ไม่ใช่แนวต้มยำกุ้ง, ผัดไทย แบบนั้น เพราะร้านอาหารที่มีอาหารตามภาคต่าง ๆ ของไทยไม่ค่อยมี เราจึงเอาเมนูต่าง ๆ มาดัดแปลง เพราะฝรั่งคงอยากลองกินอะไรใหม่ ๆ เป็นอาหารเชียงใหม่อย่าง หมูฮ่อง, ขนมจีนน้ำยา, น้ำพริกอ่อง แรก ๆ ฝรั่งเข้ามาทานก็ถามหาผัดไทย ก็จะไม่เข้าใจทำไมไม่มีผัดไทยให้ทาน แล้วก็หันมาลองทานเมนูอื่นพอติดใจก็บอกต่อก็มีลูกค้ามากขึ้น ตกแต่งร้านบรรยากาศไทย ใช้พวกหวาย ไม้ไผ่ ซื้อจากไทยแล้วขนไปโน่นนี่แหละค่ะ

เราออกแบบร้านและทำกันเองสองคนกับอั๋น เพราะค่าแรงที่อเมริกาแพงมาก ช่างจะไม่เข้าใจการติดหน้าต่างไม้โบราณแบบไทยแน่นอน(หัวเราะ) เจนนี่ดูดีไซน์ อั๋นจะดูเรื่องอาหาร เพราะเขาเป็นคนชอบกิน ชอบชิม เชฟก็เป็นคนไทยไปทำที่อเมริกาทั้งหมดค่ะ กิจการเติบโตไปทิศทางที่ดี แม้เหนื่อยเพราะต้องลงมือเองทั้งหมด แต่เราได้เรียนรู้และแข็งแรงมากขึ้นค่ะ”

 ก่อนมีลูกเราใช้ชีวิตครอบครัวกันอย่างไร?

“สมัยเป็นแฟนกับอั๋นก็ต่างคนต่างทำงาน มีเพื่อน มีกิจกรรมตลอด จนไม่ได้หยุดนิ่งว่าอยากทำอะไรกับชีวิต จนอั๋นอยากเปิดร้านที่อเมริกา หลังจากทำร้านอาหารที่ไทยมาก่อน ซึ่งเจนนี่ก็มีคุณแม่และ
น้อง ๆ อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว จนมองความเป็นไปได้ที่จะไปทำร้านอาหารที่อเมริกา ก็ไปบุกเบิก จากนั้นเลยปล่อยเรื่องการมีลูก อย่างที่ทราบเราสองคนคบกันมาตั้งแต่อายุ 16 ปี จนตอนนี้ 20 กว่าปีแล้วที่รู้จักกันมา มั่นใจแล้วว่าเราไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน พ่อแม่เรารับรู้มาตลอด ถ้าไม่ลองบังคับตัวเองให้มีลูก เราอาจจะไม่มีก็ได้เพราะอายุก็ 30 กว่ากันไปแล้ว พอลองปล่อยธรรมชาติก็ตั้งท้องลูกคนแรก จากนั้นเราก็กลับมาจัดพิธีแต่งงานที่ไทย แล้วย้ายกลับไปอเมริกากันค่ะ”

 จนวันรู้ตัวว่าตั้งท้องกลายเป็นคุณแม่ตอนนั้นความรู้สึกเป็นยังไง?

“เจนนี่ยอมรับว่าเป็นคนอยากมีลูกตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แต่อั๋นเขาจะยังรักความสนุกสนาน กระทั่งเจนนี่ตั้งท้องเอวา อั๋นกลายเป็นคนดูแลเราหนักมาก คอยระวังกลัวเราลื่นที่เดินในร้าน เป็นช่วงเวลาที่แฮปปี้มาก เพราะเขาดูแลเราดีมากจริง ๆ  ทำให้เราอารมณ์ดีตลอด เพราะการที่เราเครียดจะส่งผลถึงลูกได้ ที่สำคัญเจนนี่ไม่แพ้ท้องเอวาเลย แค่ 3 เดือนแรกจะง่วงตลอดเวลา กรดไหลย้อนบ้าง แต่ไม่ได้มีอ้วก ทุกอย่างธรรมชาติมาก ๆ จนระยะเวลา 9 เดือนก่อนคลอด การคลอดต่างประเทศก็ไม่เหมือนบ้านเรา ตอนแรกอยากคลอดในน้ำ ปรากฏว่าเอวาไม่กลับหัว ก็เลยต้องผ่าคลอดใช้เวลา 40 นาที ลูกมาแล้ว อั๋นอยู่ด้วยตลอดในห้องคลอด พยาบาลจะไม่อาบน้ำเด็กแรกเกิด แค่เช็ดตัว จากนั้นก็เอาลูกมานอนบนอกเราทันที เขาให้ความสำคัญกับสัมผัสแรกของแม่กับลูกมาก ไม่แยกเราไปไหนเลยค่ะ นอนโรงพยาบาลคืนเดียวก็กลับบ้านได้ทันทีค่ะ”

 การเป็นแม่คือความรู้สึกที่พิเศษมาก?

“ใช่ค่ะ (ยิ้ม) มันเป็นความรู้สึกอธิบายไม่ได้เลย เมื่อก่อนอยากซื้อของโน่นนี่ ตอนนี้ทุกอย่างหยุดหมด หน้ายังไม่แต่งเลย ทุกอย่างโฟกัสที่ลูกเขาอย่างเดียว ทุกชีวิตคู่มีจุดขึ้นและลง เราก็แฟนก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทมาก ๆ จนมีลูกก็ทำให้ชีวิตคู่เราเบ่งบานขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเรามีจุดโฟกัสดูแลร่วมกัน ทำอะไรก็คิดก่อน ตั้งแต่เอวาเกิดมาเราอยู่ด้วยกัน ไม่เคยหนีลูกไปสวีทเลย เราสองคนติดลูกมาก ทุก ๆ วันได้เห็นพัฒนาการลูกมันดี

จริง ๆ คนที่ชอบบอกว่ามีลูกถึงจะเข้าใจ ตอนนี้เราเข้าใจมาก ๆ เลย จากเราเป็นคนทำอะไรเร็ว อั๋นใจร้อน เดี๋ยวนี้ก็คิดก่อนทุกครั้งที่จะร้อนขึ้นมา ชีวิตช้าลงไม่ประมาท รวมทั้งชีวิตคู่กับอั๋น เขาดูแลเจนนี่เหมือนเดิม ตั้งแต่ท้อง คลอดและปัจจุบัน เขาเห็นความยากลำบากในการเป็นแม่ของเรา ก็พยายามดูแลกันและกันมากขึ้น ความรักยังแข็งแรงเหมือนที่ผ่านมา 20 ปี คือความโชคดีที่จะเจอใครสักคนที่คบกันแล้วจนมาเป็นคู่ชีวิตในปัจจุบันต้องขอบคุณอั๋นด้วยค่ะ(ยิ้ม)”

 วิธีเลี้ยงลูกของเจนนี่กับอั๋นเป็นแบบไหน?

“เจนนี่คุยกับอั๋นว่าจะเลี้ยงลุย ๆ ดูแลตัวเอง เพราะเราก็เป็นลูกครึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่ทั้งไทยและอเมริกา คุณแม่เป็นอเมริกันเลี้ยงเราแบบหิวก็กินเอง ไม่ต้องรอป้อน แต่พ่อเป็นไทยจีนก็มีกฎเกณฑ์ประมาณหนึ่ง เราก็เอามาผสมผสานการเลี้ยงลูกของเรา ความเป็นฝรั่งลูกจะได้จากเพื่อน ๆ จากสังคมที่เติบโตอยู่แล้ว แต่อยู่บ้านก็มีแบบแผนแบบไทย เราพยายามสอนให้พูดไทย กลับมาไทยก็เจอญาติคนไทย เขาก็ได้ภาษาไทย ซึ่งเอวาซึมซับไวมาก เลี้ยงแบบลุย ล้มก็ลุกเองไม่เข้าไปโอ๋ ตอนนี้ก็อายุ 2 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่พีคที่สุดของการเป็นเด็ก เพราะเขากำลังจะโต เห็นเรากดมือถือก็เลียนแบบได้แล้ว จึงต้องระวังในการสร้างตัวอย่างที่ไม่ดี ทุกวันนี้เอวาก็ยังกินนมแม่ จริงๆ ต้องหยุดแล้วแต่เจนนี่ทำใจยังไม่ได้(หัวเราะ) เพราะช่วงให้นมลูกเหมือนเป็นช่วงเวลาของเราสองคน เดี๋ยวกลับอเมริกาก็จะค่อย ๆ ให้หยุด ตอนนี้กินนมและข้าวได้แล้ว”

 แฟนคลับชื่นชมที่เราเลี้ยงลูกเป็นธรรมชาติ?

“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ แม้จะอัพเดทให้ดูในไอจีช้าไปนิด (ยิ้ม) เพราะเราไม่ใช่คนโซเชียลตลอดเวลา แต่ก็พยายามให้ได้เห็น เราก็เลี้ยงเขาธรรมชาติ ๆ คงให้เรียนและเติบโตที่อเมริกา แต่จะกลับไทยทุกปี มาเจอ  ญาติ ๆ ซึ่งมันดีที่เราไม่ฝรั่งจ๋าหรือไทยจ๋า ทำให้เราใช้ชีวิตเมื่ออยู่ในวงการบันเทิงเรียบง่ายแบบคนทั่วไปไม่ใช่ดาราตลอดเวลา ไม่ได้ต้องการหรูหรา เราอยากให้เอวาเติบโตแบบนั้นเช่นกัน เรียนเสริมก็ไม่ให้เยอะจนแน่น เดี๋ยวเขาจะแอนตี้ ถามว่าลูกมีแววเข้าวงการแบบแม่ไหม เขาชอบเต้นนะคะ เริ่มร้องเพลงได้บ้างก็ดีใจ กลัวเขาเหมือนพ่อ เพราะพ่อร้องเพลงไม่ได้ตรงคีย์ค่ะ (หัวเราะ) อาจจะมีแววนักร้องแบบเราก็ได้เนอะ(ยิ้ม)”

 ห่างจากวงการบันเทิงแอบคิดถึงไหม?

“คิดถึงนะคะ เรากลับไทยคราวนี้ก็ตรงกับคอนเสิร์ตเพื่อพี่แหวน-ฐิติมา พอดี เลยได้ร้องเพลงร่วมกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง เหมือนกลับมาเจอครอบครัว  ถ้ามีโอกาสก็อยากทำงานในวงการอีก แต่อย่างที่บอกเรามีภารกิจที่อเมริกาก็คงยากนิดหนึ่ง หลายคนถามนะทำไมเรากล้าออกจากวงการไปเริ่มต้นชีวิตต่างแดน อาจเพราะเจนนี่กับอั๋นอยู่วงการตั้งแต่เด็กเลย แต่ไลฟ์สไตล์เราไม่เหมือนคนอยู่วงการบันเทิง (หัวเราะ) ชอบใช้ชีวิตธรรมดา เพื่อน ๆ เราที่คบกันมาอย่าง หญิง-รฐา, พี่แคท-แคทรียา, เบลล์-หว่าหวา ก็เป็นแบบนี้ กับพี่อั๋นก็มีแนวคิดเช่นนี้ ไม่ใช่ผู้หญิงเยอะขอโน่นนี่ อั๋นให้ของขวัญวันเกิด คือการเปลี่ยนยางรถยนต์ 4 ล้อเพราะความห่วงใย(หัวเราะ) แบบนี้จริงใจ ไม่หวือหวาและยั่งยืนกว่า”

 คิดว่าอยากให้เอวาเข้าวงการบันเทิงหรือเปล่า?

“เราอยากให้ลูกทำในสิ่งที่ชอบมากกว่า ไม่ได้ห้ามเขานะ อยากให้เขาเป็นในแบบที่เขาชอบ คนคงเอ็นดูแล้วอยากเห็นน้องในวงการ ซึ่งเราโอเคตามโอกาส อย่างช่วงนี้กลับไทยก็ได้มาเจอพี่ ๆ นักข่าว มีคนยังให้ความสนใจเราก็แฮปปี้ แต่ไม่ได้กำหนดหรือวางแผนให้น้องเข้าวงการขนาดนั้นธรรมชาติ ๆ ดีกว่าค่ะ”

 ยังอยากมีน้องให้เอวาไหม?

“ตอนนี้เจนนี่ปล่อยธรรมชาติ อยากให้เอวามีเพื่อนอีกคน ไม่อยากให้ห่างกันเกินไป อยากได้ลูกผู้ชายมีอย่างละคน แต่จะเป็นเพศไหนเรารักหมดอยู่แล้ว แต่ก็คุยกับอั๋นว่าถ้าหลัง 6 เดือน หรือ 1 ปียังไม่มาก็อาจจะไม่มีแล้วค่ะ เพราะอายุเยอะขึ้นโอกาสเสี่ยงก็จะเยอะ ต้องรอลุ้นกันต่อไปนะ”

 ชีวิตในวงการที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้อะไรบ้าง?

“เราเป็นคนดูแลครอบครัวตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่เลิกกัน โชคดีได้เข้าวงการก็หาเงินมาเลี้ยงแม่และน้องได้ ทำให้เรารู้ความสำคัญของเวลาของตัวเองและคนอื่น อยู่วงการก็มีสังคมที่แตกต่างกันไปดีบ้างไม่ดีบ้างเราเจอมาทั้งคู่ แต่โชคดีเราประคองตัวเองไปในทางที่ถูกต้องมาตลอด วงการทำให้เรามีวันนี้ได้ ทุกคนที่เจอในวงการและทำงานด้วยถือเป็นกำไรที่ทำให้เราเป็นเราในวันนี้ขอบคุณทุกโอกาสจริง ๆ ค่ะ”

 การเป็นแม่เปลี่ยนอะไรในชีวิตเราบ้าง?

“เราเข้าใจความสุขของการมีลูกแล้ว ตอนนี้เลยอยากบอกทุกคนว่าอย่ามองข้ามการดูแลคุณแม่ อย่าลืมความสุขของครอบครัว การที่แม่เรายังแข็งแรงอยู่กับเราได้มันดีที่สุดแล้ว ยิ่งวันนี้เราเป็นแม่คนแล้ว เราเข้าใจแม่มาว่าความรักความห่วงไม่สิ้นสุดจริง ๆ จึงพยายามทำสองบทบาทให้ดี ทั้งการเป็นลูกและเป็นแม่ของลูกให้ดีที่สุด กอด หอม บอกรักแม่เสมอ เรามีโอกาสที่จะทำก็ควรทำ เพราะเจนนี่เสียพ่อไปแล้ว เราดึงกลับมาไม่ได้ ที่จำไม่ลืมคือเคยบอกพ่อเอาไว้จะซื้อนาฬิกาให้ สุดท้ายเราก็ไม่ได้ใส่ใจจะทำจริง ๆ ก็ให้เขาไม่ได้แล้ว(ร้องไห้) อย่ารอเวลามันผ่านไป เราจะเสียใจทีหลัง คนที่มีครบทั้งพ่อและแม่ ก็ดูแลท่านให้ดีที่สุดนะคะ”

 สุดท้ายฝากถึงแฟนคลับที่ยังรักและติดตามครอบครัวเรามาเสมอ?

“ขอบคุณทุกคนมากนะคะ ถึงเราจะไม่ได้มีแฟนคลับเยอะแยะ แต่แค่เข้ามาคอมเมนต์ทักทาย รวมทั้งตอนนี้เอ็นดูน้องเอวา ก็ดีใจมากแล้ว ยังไงก็จะคอยอัพเดทในอินสตาแกรม @jennyavafah เรื่อย ๆ นะคะ หรือใครมีโอกาสไปเที่ยวซีแอตเทิลก็แวะมาทานร้านอาหารของเราได้นะคะ”

จากการพูดคุยกับเจนนี่ ในครั้งนี้ เราได้รับมุมมองจากการใช้ชีวิตในวงการบันเทิงของเธอ จนวันที่มีครอบครัว และกลายเป็นคุณแม่ก็มีความอบอุ่นเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง รวมถึงบทบาทของเจนนี่ที่เป็นลูกสาวของคุณแม่ก็ยังคงทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเช่นกัน ยังไงเป็นกำลังใจให้ครอบครัวนี้ทุกโอกาสด้วยนะคะ.

—————————-
อรุณรัตน์ เศรษฐพูธ์ : เรื่อง / สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

ที่มาของเนื้อหา : www.dailynews.co.th