เขารับเลี้ยง 'เด็กขอทาน' แต่โดนขโมยเงินไปหมด ผ่านไปป่วยไม่มีเงินรักษากลับรถหรูมาจอดหน้าบ้านถึงกับน้ำตาซึม!

ทำดีก็ควรจะต้องได้ดี!

        เมื่อไม่นานมานี้เว็บไซต์ต่างประเทศได้มีการแชร์เรื่องราวของคุณลุงท่านหนึ่ง ที่ได้มาพบกับขอทานข้างถนน แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็ดำเนินมาเรื่อย ๆ จากคนแปลกหน้าที่ไม่เคยข้องเกี่ยวกันมาก่อน ก็ได้เปลี่ยนชีวิตของลุงโจวไปตลอดกาล

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        ในทุกที่ทุกชุมชนก็มักจะมีกลุ่มคนที่มานั่งจับกลุ่มคุยกันตามร้านน้ำชาเพื่อแก้เหงา ที่หมู่บ้านนี้ก็เช่นกัน เนื่องจากนายโจวซ่านเปิ่นไม่ได้หล่อเหลาสักเท่าไหร่ จนอายุ 50 แล้วจึงยังไม่ได้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านขนาดไม่ถึง 20 ตารางเมตรที่พ่อแม่เหลือไว้ให้พ่อแม่ ในแต่ละวันเขาจะตระเวณไปตามตรอกซอกซอยเพื่อรับจ้างลับมีด แต่ประเด็นมันอยู่ที่นิสัยของเขา ที่มักจะยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่บ่อยๆ

        มีอยู่วันหนึ่ง สามีภรรยาคู่หนึ่งทะเลาะกัน เสียงดังลั่นไปครึ่งซอย ชาวบ้านก็ออกมายืนมุงดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปห้ามทัพ โจวซ่านเปิ่นทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย แต่กลับกลายเป็นสองสามีภรรยารวมหัวกันมาทำร้ายเขาแทน จากหน้าตาที่ดูไม่จืดอยู่แล้วก็เลยมีแผลเป็นน่าเกลียดเพิ่มขึ้นมาอีก กลายเป็นเรื่องราวที่คนในหมู่บ้านพูดคุยกันไปเป็นปี

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        เช้าตรู่วันหนึ่ง ลุงโจวก็ออกจากบ้านขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจไปทำงานตามปกติ ระหว่างทาแกเห็นเด็กอายุประมาณ 10 ขวบคนหนึ่งนอนหลับอยู่ข้างทาง หน้าตามอมแมมมีร่องรอยคราบน้ำตาบนใบหน้า แกถอนหายใจแล้วก็ส่ายหัว ขี่มอเตอร์ไซค์จากไป พอตกกลางวัน ระหว่างขี่รถกลับบ้านไปกินข้าว แกก็เห็นเด็กคนเมื่อเช้าอีกครั้ง เด็กน้อยนั่งคุกเข่าขอเงินหรืออาหารจากคนที่เดินผ่านไปมา แม้ว่าจะเคยเจอดีมาแล้ว แต่ลุงโจวก็แก้นิสัยชอบยุ่งเรื่องขาวบ้านไม่หาย แกเดินเขาไปหาเด็กชายแล้วว่า : “ลุงทำงานเลี้ยงตัวลุงคนเดียว ถ้าเธอไม่รังเกียจที่ลุงจน ลุงรับประกันว่าจะไม่ปล่อยให้เธอหิว” 

        เด็กชายจ้องมองลุงโจวสักพัก ก่อนจะมองไปรอบทิศ แล้วก็ปีนขึ้นไปนั่งท้ายมอเตอร์ไซค์ พอถึงบ้านลุงโจวอาบน้ำสระผมให้เด็กชายจนสะอาดเอี่ยม จากนั้นก็เลือกเอาเสื้อผ้าตัวเล็กๆที่เขาใส่ไม่ได้แล้ว 2-3 ตัวมาให้เด็กชายใส่ เด็กชายหน้าตาดูดี มีใฝบนคิ้วข้างขวา แกเป็นเด็กรู้ความ ทุกวันจะช่วยลุงโจวซักผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน

        จากนั้นไม่นานเรื่องที่ลุงโจวเอาเด็กขอทานมาเลี้ยงก็แพร่ขยายไปทั่ว เพื่อนบ้านหวังดีก็บอกให้แกรีบไล่เด็กออกจากบ้านไปซะ บอกว่าเด็กขอทานพวกนี้ไว้ใจไม่ได้ ระวังจะเกิดเรื่อง แต่ลุงโจวไม่ใส่ใจ แกรู้แค่ว่าแกชอบเด็กชายมากขึ้นเรื่อยๆ

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        พริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งเดือน แล้ววันนึง ก็มีชายหญิงวัยกลางคนมาปรากฏตัวที่หน้าบ้านลุงโจว แล้วด่าว่า : “แกมันไร้คุณธรรม มากักตัวลูกฉันไว้” โจวซ่านเปิ่นหันไปถามเด็กชาย : “นี่พ่อแม่ของเธอหรอ?” เด็กชายตอบอย่างหวาดกลัว : “ใช่ ไม่ ไม่ใช่” ลุงโจวก็เลยหันไปพูดกับชายหญิงสองคนนั้น : “ถ้าพวกคุณบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูก ก็เอาหลักฐานมาให้ฉันดู ฉันถึงจะให้แกไปกับพวกคุณ ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวัง” ชายหญิงคู่นั้นเริ่มรน พูดจาข่มขู่ : “แม้ว่าพวกเราจะไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ แต่ตอนนั้นที่แกโดนทิ้งไว้ข้างถนน พวกเราเป็นคนช่วยแกไว้ แล้วยังเลี้ยงดูมาอีก 10 ปี ในสิบปีมานี้พวกเราใช้เงินไปไม่น้อยดูแลแก ตอนนี้แกสามารถขอทานหาเงินมาตอบแทนบุญคุณได้แล้ว คุณกลับมาเอาแกกลับมาอยู่บ้าน ทำอย่างนี้ถูกต้องหรือไง”

        ลุงโจวถามเด็กชายว่าที่ชายหญิงสองคนนั้นพูดเป็นความจริงหรือไม่ เด็กชายเม้มปากแล้วก็พยักหน้า ในโลกนี้มีคนแบบนี้ด้วยหรอเนี่ย ลุงโจวเลยถามกลับไปว่าต้องทำยังไงพวกเขาถึงจะยอมปล่อยเด็กชายไป สองคนนั้นก็เลยลอบยิ้มแล้วว่า : “ให้ปล่อยแกไปน่ะได้ แต่คุณต้องจ่ายเงินให้พวกเรา 25,000” 25,000! เขาทำงานมาเกือบทั้งชีวิต รวมบ้านที่อยู่ด้วยยังแค่ 5 หมื่น พวกเขาแค่เอ่ยปากก็จะเอาไปครึ่งนึงเลยหรอไง ลุงโจวลังเลอยู่สักครู่ แล้วก็ไปเบิกเงินจากธนาคาร 25,000 มาให้ชายหญิงคู่นี้ ทั้งสองคนมองแต่ไม่มีใครรับเงิน ลุงโจวเข้าใจความหมาย ทั้งสองต้องการโก่งราคา แกมองไปเห็นหน้าของเด็กชายน่าสงสาร แกเลยเช็ดเหงื่อแล้วไปเบิกเงินในบัญชีที่เหลือมาจนหมดได้อีก 25,000 ก่อนจะกัดฟันมอบให้ชายหญิงคู่นั้นไปทั้งหมด 35,000 

        เมื่อชายหญิงสองคนนั้นเดินจากไปไกล เด็กชายก็คุกเข่าลงกับพื้น ก้มลงกราบลุงโจว : “พ่อครับ ต่อไปนี้ลุงคือพ่อของผม” “ดีมากไอ้ลูกชาย ลุกขึ้นมาเถอะ” ลุงโจวดีใจยิ้มไม่หุบ หลังจากนั้น 2 เดือน ก็มีเรื่องบางอย่างที่ลุงโจวคาดไม่ถึงเกิดขึ้น เด็กชายกับเงินที่เหลืออีก 15,000 ของเขาหายไปพร้อมกัน แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เรื่องราวของลุงโจวโดนคนทั้งหมู่บ้านพูดถึง บางคนบอกว่าน่าสงสาร ไม่เพียงแต่โดนขโมยเงินไปจนหมด ยังโดนหลอกให้เสียความรู้สึกอีก แต่ก็มีคนสมน้ำหน้าที่แกชอบไปยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ลุงโจวก็ทำเหมือนไม่ได้ยิน ทุกวันแกก็ยังพยายามตามหาลูกชาย

        ผ่านไป 16 ปี ลุงโจวในวัย 70 กว่าร่างกายทรุดโทรมลงเรื่อยๆ หลังงองุ้ม มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินช่วยเหลือจากรัฐ วันหนึ่งขณะที่กำลังตากผ้าในสวน อยู่ดีๆแกก็เป็นลมหน้ามืด พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แกก็ถูกเพื่อนบ้านส่งไปโรงพยาบาลแล้ว คุณหมอบอกแกว่า ในสมองแกมีเนื้องอก เป็นเนื้อร้าย แต่เนื่องจากแกอายุมากแล้วไม่ควรผ่าตัด ให้แกกินยาควบคุมไว้แทน แล้วก็ดูแลตัวเองให้ดีที่บ้าน แล้วหมอก็ยื่นใบสั่งยาให้แกไปรับยา ลุงโจวถือกระดาษแผ่นนั้นกลับบ้านเงียบๆ แกจะมีเงินที่ไหนไปจ่ายค่ายา หรือต่อให้กินยาก็ต้องตายอยู่ดี

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        แล้วตอนที่แกกำลังรอเวลาตาย รถหรูคันหนึ่งก็มาจอดหน้าบ้าน ชายหนุ่มในชุดสูทคนนึงเดินลงมาจากรถ แล้วมุ่งตรงมาหาแก เมื่อเห็นลุงโจวนั่งสัปหงกอยู่ในสวน ชายหนุ่มก็เรียกว่า  : “พ่อ~” ลุงโจวสะดุ้งตื่น มองชายหนุ่มอย่างงงๆ ชายหนุ่มหน้าตาคุ้นๆ บนคิ้วขวามีไฝ ลุงโจวน้ำตาไหล ชายหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้า ร้องไห้ไปพูดไป : “พ่อครับ ตอนนั้นผมอยากเป็นลูกพ่อจริงๆ อยากอยู่กับพ่อ แต่หลังจากพ่อแม่เลี้ยงของผมเอาเงิน 35,000 ไปไม่นาน พวกเขาก็กลับมาบังคับให้ผมขโมยเงินที่เหลือของพ่อให้ แล้วก็หนีไปกับพวกเขา ไม่งั้นเขาจะเอาไฟเผาบ้านของพ่อ ผมกลัวเขาจะทำร้ายพ่อ ก็เลย….แต่หลังจากผมขโมยเงินไปแล้ว ผมอยากกลับมาหาพ่อ แต่ผมกลัวพ่อไม่เชื่อ พ่อ….ผมขอโทษ” ลุงโจวรับชายหนุ่มเข้ามาในอ้อมกอด : “พ่อรู้ เธอเป็นลูกที่ดี” จากนั้นชายหนุ่มก็รับลุงโจวไปอยู่ที่บ้าน แล้วเขากับภรรยาก็ช่วยกันดูแลแก แถมยังหาหมอที่เก่งที่สุดมารักษาให้ด้วย

แปลและเรียบเรียงโดย LIEKR

ที่มาของเนื้อหา : www.liekr.com