สำรวจอดีตแข้งย้ายออก “ลิเวอร์พูล” ส่งผลกระทบทีม

หลังการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ ตามมาด้วยแถลงการณ์จากโฆษกของสโมสรลิเวอร์พูล เกี่ยวกับกรณีของฟิลิปเป้ คูตินโญ่ แนวรุกชาวบราซิลเลี่ยน ว่าได้ส่งอีเมลแจ้งขอขึ้นบัญชีย้ายทีมกับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการ

จากกรณีดังกล่าวทำให้ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าคูตินโญ่ น่าจะย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ ซึ่งจุดหมายปลายทางก็น่าจะเป็นบาร์เซโลน่าตามข่าวที่เป็นออกมา (บทความนี้เขียนวันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม)

เนื่องจากยอดทีมจากถิ่นคัมป์นู ต้องการดาวเตะวัย 25 ปีรายนี้ไปแทนที่เนย์มาร์ อดีตสตาร์แซมบ้าที่ย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง จากลีกเอิงของฝรั่งเศสด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก 197 ล้านปอนด์

กระนั้นสิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือหากคูตินโญ่ย้ายออกจากลิเวอร์พูลจริง ทิศทางและศักยภาพของทีมจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะได้นักเตะใหม่มาทดแทนหรือไม่ก็ตาม เพราะคูตินโญ่ถือเป็นหนึ่งในคีย์แมนคนสำคัญของทีมหงส์แดงที่ช่วยให้ทีมกลับมาเล่นในฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนสลีก ได้อีกครั้ง

ที่ผ่านมามีสตาร์นักเตะหลายคนที่ย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ และส่งผลกระทบต่อลิเวอร์พูลไม่น้อยในซีซั่นถัดมา

 

เควิน คีแกน (ไปฮัมบูร์ก ปี 1977)

อดีตแนวรุกชาวอังกฤษชื่อดังที่ลิเวอร์พูลดึงตัวมาจากสคันธอร์ป ในปี 1971 ด้วยค่าตัว 3.5 หมื่นปอนด์ แต่กลับสร้างผลงานจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานนักเตะของทีมหงส์แดง ด้วยการพาทีมเป็นแชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชั่น 1 เดิม) สามสมัยในฤดูกาล 1972-73,1975-76 และ 1976-77 แชมป์เอฟเอคัพหนึ่งครั้งในปี 1974 ยูโรเปี้ยนคัพหนึ่งครั้งในปี 1977 ยูฟ่า คัพสองครั้งในปี 1973 และ 1976 และทำประตูรวมไป 100 ประตูจากการลงเล่น 323 นัดตลอด 6 ซีซั่นในยูนิฟอร์มสีแดงเพลิงของลิเวอร์พูล

การที่ประสบความสำเร็จจนทุกระดับ ทำให้คีแกนอยากจะหาความท้าทายใหม่ๆ จนกระทั่งได้ย้ายไปร่วมทีมฮัมบูร์กของเยอรมัน ตะวันตก  ด้วยค่าตัว 5 แสนปอนด์

ในฤดูกาลถัดมาคือ 1977-78 หลังการจากไปของคีแกน แม้ว่าลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ มาครองได้แต่ผลงานในลีกกลับสะบักสะบอมไม่น้อยต้องเสียแชมป์ลีกสูงสุดให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ด้วยแต้มห่าง 7 คะแนน ก่อนที่จะมาปรับจูนทีมกลับมาเป็นแชมป์อีกครั้งในฤดูกาล 1987-1979

 

ชาบี อลอนโซ่ (ไป เรอัล มาดริด ปี 2009)

ดาวเตะชาวสเปนย้ายจากเรอัล โซเซียดัด มาร่วมทีมลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2004-05 ด้วยค่าตัว 10.8 ล้านปอนด์ แค่ซีซั่นแรกก็กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมที่ช่วยคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนสลีกมาครองได้สำเร็จ โดยอลอนโซ่อยู่กับลิเวอร์พูล 5 ซีซั่น เล่นไป 210 นัด ยิงไป 19 ประตู นอกจากแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนสลีกแล้ว ยังช่วยทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพ มาครองได้ในปี 2006

แม้ว่าจะไม่ได้พาทีมประสบความสำเร็จมากมายแต่ช่วงที่อลอนโซ่อยูกั่บลิเวอร์พูลนั้นทีมดังจากเมอร์ซี่ไซด์ไม่เคยพลาดพื้นที่การไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนสลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูกาลสุดท้ายของอลอนโซ่ กับลิเวอร์พูลคือซีซั่น 2008-2009 ทีมหงส์แดงอันดับที่สองของตารางพรีเมียร์ลีก มีคะแนนเป็นรองอันดับหนึ่งอย่างแมนฯยูเต็ดเพียงแค่ 4 คะแนน ถือเป็นอันดับดีที่สุดในรอบ 7 ปีของทีม ก่อนที่อลอนโซ่จะย้ายทีมไปสู่เรอัล มาดริดในฤดูกาลถัดมา ซึ่งในฤดูกาลดังกล่าวลิเวอร์พูลต้องตกไปอยู่อันดับที่ 7 เลยทีเดียว

 

ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ (ไป บาร์เซโลน่า ปี 2010)

มาสเคราโน่ ย้ายจากเวสต์แฮมมาสู่ลิเวอร์พูลด้วยสัญญายืมตัวก่อนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2007 ก่อนที่จะซื้อขาดในฤดูกาล 2007-08 ด้วยค่าตัว 18.6 ล้านปอนด์ ซึ่งการมาของมิดฟิลด์ชาวอาร์เจนไตน์ เพื่อประสานงานร่วมกับสตีเว่น เจอร์ราร์ด และ ชาบี อลอนโซ่ ทำให้แดนกลางของลิเวอร์พูลแข็งแกร่งอย่างมากในยุคนั้น

มาสเคราโน่ เล่นให้กับลิเวอร์พูล 139 นัดยิงไป 2 ประตู แต่หลังจากที่ อลอนโซ่ ย้ายไปเรอัล มาดริดทำให้ทีมอ่อนลง และจบแค่อันดับ 7 ในฤดูกาล 2009-10 และดูเหมือนทิศทางของทีมก็ยังไม่พัฒนาขึ้น ทำให้มาสเคราโน่ จึงตัดสินใจย้ายไปบาร์เซโลน่า ด้วยค่า 30 ล้านปอนด์ในปี 2010 ซึ่งหลังการจากไปของเขา ลิเวอร์พูลก็วนเวียนอยู่ในอันดับที่ 6-8-7 ถึงสามซีซั่นติดต่อกันก่อนที่จะกลับมาแย่งพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนสลีกได้อีกครั้ง

 

หลุยส์ ซัวเรซ (ไป บาร์เซโลน่า ปี 2014)

ซัวเรส ย้ายจากอาแจ๊กซ์ มาอยู่ลิเวอร์พูลในเดือนมกราคม ปี 2011 ด้วยค่าตัว 22.8 ล้านปอนด์ ซึ่งหัวหอกทีมชาติอุรุกวัยก็ตอบแทนด้วยผลงานระดับสุดยอดเป็นดาวซัลโวของทีมถึงสามฤดูกาล โดยเฉพาะในฤดูกาล 2013-2014 ที่ทีมหงส์แดงใกล้เคียงกับการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด เก็บไป 84 คะแนน น้อยกว่าแชมป์อย่างแมนฯซิตี้ เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น ในฤดูกาลดังกล่าวซัวเรสยิงรวมไป 31 ประตูจาก 37 นัด

แต่ซัวเรสก็ทำเรื่องช็อค ด้วยการย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าในฤดูกาล 2014-2015 ด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์ ลิเวอร์พูลที่ขาดซัวเรสก็แทบขาดใจจากเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์กลับมาต้องจบอันดับที่ 6 และ 8 ในสองซีซั่นติดต่อกัน

 

แม้ฟุตบอลจะเป็นกีฬาที่เล่นกัน 11 คน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกทีมต่างก็จำเป็นต้องมี “คีย์แมน” เพื่อพลิกสถานการณ์ให้ทีมยามที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ซึ่งในช่วง 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ฟิลิปเป คูตินโญ เป็นผู้รับบทบาทนี้มาโดยตลอด จงน่าจับตาอย่างยิ่งว่า “หงส์แดง” ที่ไม่มี “คูตี้” จะเป็นอย่างไร และ “ใคร”ที่จะมารับบทบาทคีย์แมนนี้แทน

 

 

 

ที่มาของเนื้อหา : www.bangkokbiznews.com