จิตแพทย์เด็กติง 'เดอะ มาสค์ ซิงเกอร์' ใช้มุขคุกคามทางเพศในรายการ หวั่นเป็นตัวอย่างไม่เหมาะสม

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น พญ. เบญจพร ตันตสูติ ผู้จัดทำเพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา และเป็นผู้เขียนหนังสือ ‘บางสิ่งที่พ่อแม่น่าจะรู้นานแล้ว’ ,’บาดแผลของวัยว้าวุ่น’ ฯลฯ ได้โพสต์ข้อความในเพจ แสดงความเห็นเกี่ยวกับรายการ ‘The Mask Singer’ ที่แพร่ภาพช่องเวิร์คพอยท์เมื่อคืนนี้ (10 ส.ค.) ว่า เห็นมุขบางมุขในรายการแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เกรงจะเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก จึงอยากให้ผู้ผลิตรายการนี้ซึ่งเป็นที่นิยม มีเด็กๆติดตามชมมากระมัดระวัง

‘ตอนที่ซาร่าล้วงเสื้อเกราะเข้าไปจับหน้าอกหน้ากากจากัวร์ ต่อด้วย ตั๊กบอกซาร่าว่า ลองดูสิ เสือมีหางไหม หมอว่ามันไม่เหมาะเลยค่ะ’ เธอว่า

ส่วนรายละเอียดเต็มๆนั้น มีดังนี้

‘หมอดูรายการ The mask singer คืนนี้ มีประเด็นที่หมอไม่สบายใจ คิดว่าเขียนไปก็คงอาจมีคนบอกว่าหมอโลกสวย แต่ก็คิดว่าต้องเขียน

ตอนที่ซาร่าล้วงเสื้อเกราะเข้าไปจับหน้าอกหน้ากากจากัวร์ ต่อด้วย ตั๊กบอกซาร่าว่า ลองดูสิ เสือมีหางไหม

หมอว่ามันไม่เหมาะเลยค่ะ ถึงจากัวร์จะเป็นผู้ชายก็ตาม แม้เขาจะรู้สึกไม่เป็นไร ก็ไม่ควร (หรือเขาอาจจะรู้สึก แต่บางทีเขาก็คิดว่าคงต้องยอมๆไปให้คนจับและพูดแบบนั้นใส่เพราะตัวเองเป็นผู้ชาย เพราะคนส่วนใหญ่หัวเราะกับโมเมนต์นั้น)

ไม่ใช่ว่าจากัวร์เป็นผู้ชาย แล้วผู้หญิงจะทำแบบนี้กับผู้ชายได้ คำพูดของตั๊กเช่นกัน จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็เหมือนกันนั่นแหละ มันไม่เหมาะทั้งนั้น

รายการนี้เด็กๆดูกันมาก ดูแล้วสบายใจ ฟังเพลงแล้วมีความสุข มันควรเป็นรายการของครอบครัว ถึงไม่ต้องมีอะไรแบบนี้ คนก็คงดูกันเยอะอยู่แล้ว

ถ้าเด็กผู้ชายดู เขาอาจจะเรียนรู้ว่า ถ้าเขาเป็นผู้ชาย เขาต้องยอมให้ผู้หญิงคนไหนจับร่างกายตัวเองหรือพูดจาแทะโลมแบบนั้น ไม่น่าจะใช่นะคะ แถมคนก็หัวเราะกันด้วย บางคนบอกว่า อาจจะเป็นการเตรียมกันมาแล้วให้ทำแบบนี้ พูดแบบนั้น รายการจะได้สนุกสนาน ก็ไม่สมควร

พฤติกรรมและคำพูดที่เกิดขึ้นถือเป็น Sexual Harassment (การคุกคามทางเพศ)อย่างหนึ่ง ตรงนี้ไม่ได้จำกัดเพศ ผู้ถูกกระทำอาจจะเป็นได้ทั้งชายหรือหญิง แต่คนไทยบางส่วนทำกันเป็นเรื่องธรรมดาและขบขันโดยเฉพาะในสื่อ หรือการแสดงบนเวทีต่างๆ

สังคมไทยเห็นสิ่งต่างๆเหล่านี้ในสื่อต่างๆ มาตั้งแต่จำความได้ ไม่รู้ว่ามันเป็นธรรมชาติ หรือมันเป็นเพราะการปลูกฝังที่ผ่านๆกันมา

ยกตัวอย่างเวลาดูรายการทีวี มุกตลกทางเพศแบบนี้ หรืออาจเป็นการแสดงออกถึงการหยามเหยียดคนรอบข้าง เช่น ‘อ้วน’ ‘ดำ’ ‘เตี้ย’ ‘โง่’ หรือคำที่ใช้เรียกคนที่เป็นเพศที่สาม ก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูส่วนใหญ่มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

บางคนที่ถูกกระทำอาจจะคิดไม่พอใจแค่ชั่ววูบเดียว แล้วก็รู้สึกว่า ‘เราไม่ควรจะคิดแบบนั้น คนอื่นเค้ายังรับกันได้’ จึงกลายเป็นมาตรฐานที่สร้างให้ตัวเองและคนรอบข้าง เกิดการกระทำแบบนี้ต่อไปเป็นทอดๆ

คนไทยส่วนใหญ่ใจดี แต่ไม่ใช่คนละเอียดอ่อน ไม่ค่อยคิดอะไรมาก และมักจะคิดได้เมื่อถึงจุดที่สายไปแล้ว เข้าทำนองวัวหายล้อมคอกอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ

คนไทยส่วนใหญ่ไม่คิดมาก ไม่เป็นไร ยอมๆไป แต่หมออยากให้สื่อบ้านเรานำเสนออะไรก็ตามที่จะนำไปสู่ค่านิยมที่ดีให้สังคม น่าจะทำให้สังคมเราจะน่าอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเห็นใจกันและกัน คิดให้มากสักหน่อย

ถ้าเด็กๆ กำลังดูอยู่แล้วเห็นแบบนี้ สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำ คือ ชี้ให้เด็กเห็นว่าการกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้คนที่ถูกกระทำรู้สึกไม่ดีได้

บางทีเด็กอาจจะบอกว่าไม่เห็นเป็นไรนะ เรื่องเล็กนิดเดียว ผู้ใหญ่ก็ต้องบอกเด็กว่าบางครั้งความคิดของเราอาจจะต่างกับคนอื่น เราต้องรู้จักเคารพสิทธิ เห็นใจเขา อย่างน้อยถามเขาก่อนก็ยังดี

เรื่องแบบนี้สอนและปลูกฝังกันได้ง่ายเมื่อตอนที่เป็นเด็ก ถ้าเป็นผู้ใหญ่โตๆกันแล้ว คงจะบอกให้เข้าใจได้ยากขึ้น

อย่าลืมว่าเรื่องเล็กน้อยของเรา อาจเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างยิ่งกับจิตใจของคนหนึ่งก็ได้

#หมอมินบานเย็น’

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Workpoint Entertainment และ เข็นเด็กขึ้นภูเขา

ที่มาของเนื้อหา : www.matichon.co.th