จากเด็กแจกใบปลิวจนเป็น "ผู้จัดการใหญ่" แม่เป็นอัมพาต พ่อตาย ไม่ว่าชีวิตจะแย่แค่ไหนก็ต้องพยายาม!

เค้าว่ากันว่าคนที่ได้ไพ่แย่ๆ ก็เล่นชนะได้..

        ไม่มีความยากลำบากอะไรที่ผ่านไปไม่ได้ หญิงสาวคนหนึ่งผ่านความลำบากที่ทดสอบเธอมากมาย จนในที่สุดเธอก็กลายผู้จัดการใหญ่ของบริษัทแห่งหนึ่ง

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        ทั้งๆ ที่ตอนแรกเธอเป็นแค่นักเรียนจนๆ ทำงานแจกใบปลิวหาเงิน แม่เป็นอัมพาต ถูกแฟนทิ้ง เจอกับอุปสรรมากมายจนไม่มีแม้แต่เวลาจะร้องไห้ เธอต้องเลี้ยงดูครอบครัว! 

        เรื่องราวของชาวเน็ตต่างประเทศคนหนึ่ง เขาได้เล่าว่า.. "อาชิง" เป็นเพื่อนรุ่นสมัยเรียนมหาวิทยาลัยกับฉัน บ้านเธอฐานะไม่ดี เพราะว่าแม่เป็นอัมพาต เธอก็เลยทำงานพาร์ทไทม์หลายจ๊อบ พอมีเงินหน่อยก็ส่งกลับไปบ้าน

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        พ่อของเธอเป็นคนงานรับจ้าง รายได้ไม่แน่นอน เพราะงั้นเธอต้องหาค่าใช้จ่ายทั้งหมดสมัยเรียนมหาวิทยาลัยให้ตัวเอง

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        ทุกเสาร์อาทิตย์ พวกเราจะนอนกลิ้งกันอยู่ในหอ ดูละคร แต่อาชิงกลับต้องไปแบกนมทีละลังๆ ไปตะโกนขายหน้าซุปเปอร์ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงสามทุ่ม โดนไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย

        ตอนที่พวกเราไปทำกิจกรรมสนุกสนาน ปีนเขา เดินห้าง แต่เธอกลับมุ่งหน้าไปที่ตึกใหญ่ เดินแจกใบปลิวอยู่แถวนั้น วันนึงเดินขึ้นลงบันไดกว่า 5 พันขั้น จนพื้นรองเท้าสึกไปหมด

        ตอนที่อาชิงเตรียมสอบเข้าเรียน ป.โท ก่อนสอบเดือนนึง พ่อของเธอก็ประสบอุบัติเหตุ พ่อขี่มอเตอร์ไซค์หลบรถบรรทุก พลิกคว่ำลงไปในคูน้ำ เสียชีวิตคาที่! แถมยังไปชนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบาดเจ็บ

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        หลังพ่อเกิดอุบัติเหตุ อาชิงก็พับแผนการเรียนต่อ ลากลับบ้านไปครึ่งเดือน เพื่อจัดการงานศพของพ่อ เธอขายบ้านซึ่งเป็นสมบัติชิ้นเดียวเพื่อจ่ายค่าเสียหายให้เด็กหญิงคนนั้น แล้วรับแม่มาอยู่ด้วย อาชิงเช่าบ้านพักแถวมหาลัย ให้แม่อยู่ห้องใหญ่ แล้วตัวเองอยู่ห้องเล็ก

        ตอนแรกอาชิงอยากเรียนต่อมาก แต่พอพ่อเกิดเรื่อง เธอก็ล้มเลิกแผนการเรียนต่อ เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง ย้ายออกจากหอพักทันที ทุกวันไปเดินสมัครงาน เธอไม่เพียงแต่ต้องดูแลแม่ ยังต้องทำงานหนัก! ไม่มีใครคิดว่า เด็กสาววัย 20 ต้นๆ จะทำทั้งหมดนี้ได้!

 

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

     ตอนนั้นเวลาเลิกเรียนเธอก็จะวิ่งไปโรงอาหารซื้อซาลาเปา จากนั้นก็ขี่จักรยานเก่าๆกลับบ้านไปหาแม่ ภาพผมสั้นๆของเธอปลิวไปกับลมยุ่งและแผ่นหลังนั้น ดูไม่ออกเลยว่าเป็นเด็กผู้หญิง

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        หลังเรียนจบพวกเราก็ไม่ได้ติดต่อกันหลายปี ภาพของเธอที่อยู่ความทรงจำของฉัน ก็คือเด็กผู้หญิงที่งานยุ่งและลำบากมาก.. แต่วันนี้อาชิงกลายเป็นผู้จัดการใหญ่ของโรงงานผลิตของเล่น พวกเราได้มีโอกาสเจอกันอีกครั้งไม่นานมานี้ เธอแต่งตัวหรูหราสง่างาม แต่งหน้าสวย ต่างกับสมัยเรียนเป็นคนละคน! ฉันมองเธออยู่นานถึงได้จำได้ แล้วเราก็คุยกันถึงเรื่องสมัยก่อน สิ่งที่เธอเล่าให้ฟังมันแย่กว่าเท่าที่ฉันรู้มาก จนฉันต้องอ้าปากค้าง!

        ที่แท้ตอนเรียนมหาลัย เธอมีแฟนคนนึง เป็นเด็กมหาลัยจนๆเหมือนกัน พวกเขารู้จักกันตอนไปทำงานพาร์ทไทม์ ตอนแรกก็ตกลงว่าจะไปเรียนต่อป.โทด้วยกัน แต่ตั้งแต่ที่อาชิงไปรับแม่มาอยู่ด้วย หลังจากเขาไปเจอแม่เธอมาครั้งนึง ก็หาตัวเขาไม่เจออีกเลย

        ตอนนั้นอาชิงไม่มีมือถือ พวกเขาติดต่อกันผ่านโทรศัพท์หอ แต่แฟนเธอไม่ยอมรับโทรศัพท์ อาชิงไม่ยอมแพ้ ขี่จักรยานเป็นชั่วโมงไปหาถึงหอที่มหาลัยเขา แต่เขาก็ไม่ยอมออกมาพบ เพื่อนในหอสงสาร ก็เลยเอากระดาษโน๊ตจากแฟนเธอมาให้ ในกระดาษเขียนว่า : “ขอโทษนะ ถือซะว่าเราไม่เคยรู้จักกัน”

        อาชิงถือกระดาษแผ่นนั้นขี่จักรยานกลับบ้าน น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่เพื่อไม่ให้แม่รู้ ก่อนจะถึงบ้าน เธอก็เลยแวะห้องน้ำสาธารณะล้างหน้าล้างตา แล้วพอเจอหน้าแม่ก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง แต่จริงๆแล้วแม่เธอก็รู้ดี ว่าท่านเป็นภาระลูกสาว แม่เธอก็เลยคิดฆ่าตัวตาย! มีอยู่ครั้งนึงอาชิงไปเจอเชือกใต้ผ้าห่มแม่กองใหญ่ พอเงยหน้าขึ้นก็เจอคานอยู่ตรงนั้น แม้แต่คนโง่ก็เดาออกว่าแม่เธอคิดจะทำอะไร

        วันนั้นเธอกอดแม่ร้องไห้ สะอื้นว่า : “หนูไม่มีพ่อแล้ว แม่ยังอยากให้หนูไม่มีแม่ด้วยหรือไง?” แม่เธอเองก็ทรมาน ร้องไห้บอกว่า : “แม่เห็นหนูเหนื่อยมาก”

        ไม่นาน อาชิงก็ตัดสินใจมองความยากลำบากในชีวิตของเธอใหม่ : “ฉันมีมือมีเท้า มีสมอง จะเลี้ยงแม่สักคนไม่ได้เลยหรอ” เธอทำงานหนัก คนเดียวทำงานเท่าคน  3 คน รับเงินเดือนเท่าคน 2 คน เธอยอมใช้เงิน 3,500 ซื้อสูททำงานราคาแพง จากนั้นเข้าร้านเสริมสวย แล้วก็เริ่มออกหางานทำ

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        สิ่งที่เธอต้องการจากงานง่ายๆเลย : เงินเดือนสูง และไม่ต้องไปทำงานที่อื่น! เพราะเธอมีแม่ที่ต้องดูแล สำหรับเธอสิ่งสำคัญอันดับแรกคือการมีชีวิต ทำให้แม่มีความสุข!

        ดังนั้นเธอก็เลยเข้าทำงานในบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานเพียง 5 คน เธอคนเดียวทำงานเท่าคน 3 คน รับเงินเดือนเท่าคน 2 คน เธอยุ่งมาก ไม่มีแม้แต่เวลาไปงานจบการศึกษา เธอเล่าว่า “ตอนนั้นเวลาฉันเห็นเพื่อนคนอื่น รู้สึกเหมือนพวกเขามีชีวิตอยู่อีกโลกหนึ่ง”

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        เธอได้ยินเพื่อนๆ บ่นว่าเหนื่อยบ่อยๆ เจ้านายจู้จี้ ทำโอทีจนดึก! เธอแปลกใจ ทุกคนชอบบ่นว่าตัวเองจะไม่ไหวแล้ว 

        เธอพูดแค่ว่า  : “ลองมาเป็นฉัน แล้วเธอจะพูดไม่ออก” เธอลำบากกว่าใครทั้งนั้น แต่เธอไม่เคยบ่น

        ฉันถามอาชิง : “เธอไม่รู้สึกลำบากหรอ?” อาชิงตอบตรงๆ : “ลำบากสิ ลำบากแทบตาย แต่ก็ไม่มีเวลาจะบ่น เอาเวลาไปนอนดีกว่าเยอะ!”

        ฉันหัวเราะ เธอเป็นคนมีอารมณ์ขัน

        เธอยังบอกว่า : “จริงๆแล้วฉันก็ไม่ใช่คนเข้มแข็งมุ่งมั่นขนาดนั้น แอบร้องไห้บ่อยไป เวลาอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกเคว้งคว้าง แต่ฉันมีแม่ ฉันต้องพยายาม ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น แค่มุ่งไปข้างหน้าก็พอแล้ว”

        คนที่เจอความยากลำบาก ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ทุกย่างก้าวต้องก้าวให้ใหญ่ขึ้น ห้ามเสียเวลากับอะไรทั้งสิ้น คุณไม่มีต้นทุนที่สวรรค์ให้มาไปต่อรองกับใคร เพราะงั้นคุณต้องมีจิตใจนักสู้ที่เข้มแข็ง!

        แล้วเธอก็พูดต่อในสิ่งที่ฉันคิดว่าดีมาก : “เวลาลำบากมากๆ ห้ามคิดเยอะ! ถ้าคุณคิดจะปีนเขาสูงมาก คุณห้ามมองยอดเขา เพราะคุณจะรู้สึกเหนื่อยจนขึ้นไปไม่ไหว”

        เธอเชื่อว่า : “ถ้าคุณจำเป็นต้องปีนเขาลูกนั้นจริงๆ ก็ไม่ต้องไปคิดว่ามันสูงเท่าไหร่ แค่ก้าวเท้าออกไปก็พอ ค่อยๆแก้ปัญหาที่อยู่ข้างหน้าแล้วค่อยว่ากัน พอคุณก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ปัญหาก็น้อยลงไปหน่อยนึงแล้ว แต่ก่อนตอนแจกใบปลิวฉันก็คิดแบบนี้ ถ้าคิดตั้งแต่แรกว่าวันนี้ต้องเดินขึ้นลงบันได 5 พันก้าว แค่เดินออกจากบ้านก็คงเหนื่อยแล้ว ทุกครั้งฉันจะคิดแค่ว่า ‘เอาชั้นแรกก่อน แล้วชั้นต่อไปค่อยว่ากัน’ ฉันให้กำลังใจตัวเองแบบนี้ แล้วก็ผ่านมาได้”

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        หลังจากนั้น 1 ปี อาชิงก็ลืมตาอ้าปากได้ แถมชำระเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจนหมด เธอกับแม่ย้ายออกจากบ้านเล็กๆ เธอได้งานใหม่ในบริษัททำของเล่นขนาดใหญ่หน่อย นอกจากเธอจะขยันขันแข็งทำงานของเธอแล้ว ยังช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน พยายามศึกษาเรียนรู้ ทุกวันระหว่างทางไปทำงาน เธอจะฟังบรรยายของเจ้านาย และไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน ทุกคืนก่อนนอนเธอจะอ่านหนังสือ 40 หน้า

        จากนั้น เธอก็ที่เรียนรู้อะไรมากมาย แล้วตัดสินใจออกมาทำธุรกิจเอง เธอพยายาม ขยันขันแข็ง เก็บเงิน! ผ่านไป 2 ปี เธอเพิ่มความสามารถในอีกภาษานึง และโชคดีที่ได้งานในบริษัทของเล่นขนาดใหญ่ แค่เข้ามาก็เป็นระดับผู้บริหาร แล้วก็มีโอกาสได้รู้จักสามี แล้วจากนั้นทั้งสองไม่เพียงมีรถ มีบ้าน ยังมีลูกอีกด้วย แถมยังสามารถจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลแม่ เธอเล่าว่าพี่เลี้ยงสามารถพาแม่นั่งรถเข็นออกไปรับแดดได้ทุกวัน แม่มีความสุขมาก

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        เธอยิ้มๆ บอกฉันว่า : “ตอนนี้เวลาแม่เจอใครก็จะบอกว่า ท่านไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ จริงๆแล้วฉันเองก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน เมื่อก่อน ฉันไม่กล้าคิดหวังอะไรทั้งนั้น บางทีเวลานึกย้อนกลับไปถึงเมื่อก่อนที่ลำบากมากๆ ฉันถึงกับร้องไห้ โชคดีที่ผ่านมาได้แล้ว”

        แม้ว่าในมือจะได้ไพ่ห่วยๆ แต่ก็เล่นจนชนะได้ ชีวิตของอาชิง เธอเป็นคนสู้มาเอง! เธอพยายาม ไม่ยอมแพ้ แค่มีจิตใจที่มุ่งไปข้างหน้า ปรับเปลี่ยนแผนการและกฎเกณฑ์ในชีวิต ใช้ไพ่ให้ถูกจังหวะ คุณจะชนะได้ในที่สุด หรืออย่างน้อยก็เสมอ

(เป็นเพียงรูปประกอบเท่านั้น)

        ไพ่ดีไพ่ห่วย ไม่สามารถบอกได้ว่าคุณจะชนะหรือแพ้ บางทีไพ่ห่วยๆก็ช่วยสร้างสกิลให้ผู้เล่น เพราะความสามารถของมนุษย์มีไม่จำกัด!

        ทุกคนบนโลกใบนี้ มีไพ่ของตัวเองคนละเซต เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะได้ไพ่ดี ไม่มีใครมีสิทธิ์เลือก ถ้าคุณได้ไพ่ห่วย ไม่ว่าคุณจะเต็มใจหรือไม่ คุณก็ต้องเล่น จำไว้! บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์

        ทุกการเติบโตบนโลกใบนี้ ต้องกัดฟันผ่านไปให้ได้ทั้งนั้น กำไพ่ของคุณไว้ให้มั่น แล้วเล่นเกมส์ที่คุณจะไม่เสียใจทีหลังซะ!

แปลและเรียบเรียงโดย LIEKR

ที่มาของเนื้อหา : www.liekr.com