คอลัมน์ รายงานพิเศษ : "ภูมิธรรม เวชยชัย" ผ่าปมการเมือง-อนาคตเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แสดงทัศนะและความคิดเห็นต่อสถานการณ์การเมือง ทั้งในเรื่องการวางตัวผู้นำพรรคเพื่อไทยคนใหม่ อนาคตพรรคเพื่อไทยหลังการตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว ระบบไพรมารี่โหวตในการเลือกตั้งครั้งหน้า การสร้างความปรองดอง ดังนี้

ผู้นำพท.ไม่ปิดช่องคนชินวัตร

การเปลี่ยนแปลงในพรรค การมีหัวหน้าพรรคคนใหม่ และความขัดแย้งภายในพรรคนั้น เป็นเรื่องปกติของพรรค การเมือง ที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ใหญ่โตใดๆ

พรรคเพื่อไทยเป็นสถาบันทางการเมือง ความเป็นพรรคการเมืองนั้นสมาชิกต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรค ไม่ใช่ตามการชี้นำของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และแน่นอนการเลือกผู้นำพรรคจะต้องเป็นไปตามข้อบังคับพรรค ที่สำคัญมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทุกอย่างผ่านกระบวนการประชาธิปไตยภายในพรรค

ขณะนี้ภายในพรรคยังไม่มีการหารือเรื่องผู้นำพรรค เพราะยังไม่สามารถรู้ได้ว่าสถานการณ์การเมืองและความต้องการของพี่น้องประชาชนในแต่ละช่วงเวลาจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองในช่วงอนาคตอันใกล้ที่จะมาถึง

ส่วนกรณีที่มีคำถามให้ยืนยันว่า พรรคจะไม่มีผู้นำที่มาจากตระกูลชินวัตรนั้น ต้องเรียนว่าพรรคมีบุคลากรที่มีศักยภาพ มีประสบการณ์การบริหารประเทศ และมีความรู้ ความสามารถที่หลากหลาย จำนวนมาก ดังนั้นจึงเร็วเกินไปที่จะบอกว่า พรรคจะเลือกใครมาเป็นผู้นำพรรค เรายังมีเวลาเพียงพอที่ไม่ต้องรีบตัดสินใจใดๆ เพราะสถานการณ์ต่างๆ ในบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

วอนคสช.ปลดล็อกพรรค

เมื่อเปิดให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ สิ่งแรกที่พรรคจะคิดคือ เรื่องนโยบาย และโครงสร้างพรรคที่เหมาะสมต่อการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่ยังทุกข์ยาก เดือดร้อนอยู่ จากนั้นจึงค่อยดำเนินการ คัดเลือกหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมกับนโยบาย โครงสร้าง และสถานการณ์ดังกล่าว

ปัจจุบันประเทศเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย และพรรคการเมืองยังอยู่ภายใต้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ดังนั้นจึงยังไม่สามารถเรียกประชุมสมาชิก เพื่อเลือกผู้นำพรรคที่เหมาะสมได้

ในประเด็นการห้ามทำกิจกรรมนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รวมทั้งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ยังคงปิดกั้น ไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและประชาชนสามารถดำเนินกิจกรรม และแสดงความคิดเห็นได้โดยอิสระ ถือเป็นความหวาดระแวงจนเกินไป 

ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้ทำอะไรที่เกินเลยจากกรอบสิทธิ เสรีภาพที่พึงกระทำได้ อยากบอกว่าทุกคนล้วนรักประเทศเช่นเดียวกับท่านผู้มีอำนาจทั้งหลาย และไม่มีใครอยากเห็นความขัดแย้ง สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ดังนั้นจึงควรให้โอกาสพรรคการเมืองและประชาชนส่วนต่างๆ ได้มีบทบาทแสดงความเห็นและดำเนินกิจกรรมตามปกติได้ ซึ่งน่าจะเกิดประโยชน์โดยรวมแก่ประเทศ ได้มากกว่า

ไม่กังวลไพรมารี่โหวต

สำหรับระบบไพรมารี่โหวต ที่กำหนดนั้นร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยไม่ได้กังวลต่อกระบวนการไพรมารี่โหวต เพราะเป็นพรรคการเมืองลำดับต้นๆ ของประเทศที่ริเริ่มคิดเรื่องนี้มาก่อนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เราเริ่มต้นจากความเข้าใจในหลักการและปรัชญาของระบบไพรมารี่โหวตอย่างถ่องแท้

ในปี 2547-48 เราเตรียมการถึงขั้นจะทำพื้นที่ทดลอง 15 เขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวแทนทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค ซึ่งมิใช่แค่การคัดสรรผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการจัดทำนโยบาย และการทำงานของพรรคทั้งกระบวนการ ฯลฯ 

แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ดำเนินการต่อเนื่องจนเสร็จสิ้น เพราะถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ทำรัฐประหารในปี 2549 เสียก่อน และในช่วงนั้นเรื่องไพรมารี่โหวต เป็นประเด็นที่ คมช.ให้ความสนใจและพยายามสอบสวนและซักถามแกนนำของพรรคอย่างมากทีเดียว

แนะอย่ารีบ-ให้โอกาสเรียนรู้

ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยมีความเข้าใจในเรื่องไพรมารี่โหวต และการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการช่วยคิดและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในพรรคอย่างเต็มที่ ไม่ใช่การดำเนินการอย่างที่ผู้ออกกฎหมายในปัจจุบันกำลังคิดและจัดทำอยู่

ซึ่งเชื่อได้ว่ากลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ไม่ได้คิดอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจแบบลงลึก และยังขาดรายละเอียดอีกมาก การผลักดันเรื่องไพรมารี่โหวตโดยขาดความเข้าใจเช่นนี้ จะกลายเป็นเหตุที่ทำให้สังคมเกิดความแตกแยก และสถาบันการเมืองเกิดความอ่อนแอ 

อยากเสนอให้ผู้มีอำนาจ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย อย่าเร่งรีบจนไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดความเสียหายแก่ประเทศ และไม่ควรคำนึงถึงแต่ความต้องการของตนแต่ฝ่ายเดียว

หากท่านปรารถนาจะให้ระบบไพรมารี่โหวตมาใช้ในการเมืองประเทศไทย ควรเพิ่มความอดทน และให้โอกาสผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนได้เรียนรู้เพื่อจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึงพัฒนาการและความเป็นจริงของสังคมไทยด้วย

อย่ามุ่งสืบทอดอำนาจ

สำหรับระบบการเลือกตั้งตามแนวทางของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยเฉพาะความพยายามผลักดันให้เกิดการยกเลิกระบบพรรคเดียวเบอร์เดียวนั้น ไม่มั่นใจในเจตนาของการผลักดันเรื่องดังกล่าว

และดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในความพยายามที่ต้องการให้เกิดความสับสนวุ่นวายในการเลือกตั้ง เพื่อให้พรรคการเมืองและสถาบันทางการเมืองอ่อนแอ ถดถอย ยากต่อการบริหาร ยากต่อการทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และส่งผลให้เกิดความสับสน ในการเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ 

ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าคณะผู้ร่างมีเจตนาเพื่อเปิดช่องทางสู่การมีนายกฯ คนนอก เข้ามาเป็นรัฐบาล และสะท้อนให้เห็นความพยายามที่จะสืบทอดอำนาจต่อไป ใช่หรือไม่ 

เห็นว่า ผู้มีอำนาจควรจะสร้างกฎ กติกาการเลือกตั้งให้ง่ายต่อการปฏิบัติให้มากที่สุด เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน มิใช่เพื่อทำให้เกิดข้อยุ่งยาก และสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับประชาชนเช่นที่กำลังเกิดในปัจจุบัน

กติกาที่เขียนมา เช่น บัตรเลือกตั้งใบเดียว ระบบจัดสรรปันส่วน ค่าสมาชิกพรรค ไพรมารี่โหวต และการยกเลิกระบบพรรคเดียวเบอร์เดียว ถือเป็นการส่อเจตนาอย่างชัดเจนเพื่อให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ และมุ่งสืบทอดอำนาจทางการเมืองของกลุ่มตนเท่านั้น

ยันเล่นการเมืองสร้างสรรค์

ความท้าทายในการเลือกตั้งครั้งหน้า นโยบายที่เคยใช้หาเสียงจะยังสามารถนำมาใช้ได้เช่นในอดีตหรือไม่นั้น การเมืองที่จะเกิดขึ้น ควรจะต้องมุ่งเดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

แม้จะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ต้องเป็นสิ่งที่สะท้อนเจตนารมณ์ และการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ที่สุด ที่สำคัญจะต้องมีส่วน เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

พรรคเพื่อไทยขอยืนยันว่า จะใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะ มุ่งเดินหน้า สร้างงานการเมืองที่สร้างสรรค์เพื่อทำหน้าที่สำคัญคือ การรับฟังและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญที่พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พึงกระทำ ที่ผ่านมาพรรคพยายามเสนอความเห็นในการแก้ไขปัญหาประเทศ สร้างความปรองดองให้คนในชาติ ซึ่งถือเป็นแนวทางการทำงานการเมืองของพรรคตลอดมา ซึ่งทั้งหมดนี้ในอนาคต ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน และกำหนดบทบาท ทิศทางการเมืองของพรรคในที่สุด

ที่สำคัญที่สุด หากกฎกติกาที่คณะผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้ออกแบบไว้นั้น เกิดสร้างปัญหาและเป็นอุปสรรคสำคัญ ที่ขัดขวางการทำงานการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ และเป็นข้อจำกัดในการดูแลความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน ถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกๆ คนที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไข ปรับเปลี่ยนกติกาที่ได้ออกแบบไว้ให้มีความสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ ต่อไป เพื่อมิให้ประเทศติดอยู่ในวิกฤตและกับดักที่ถูกสร้างขึ้น? เลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าว

ยืนยันคดีข้าว-“ปู”บริสุทธิ์

ส่วนอนาคตของพรรคเพื่อไทยภายหลังวันตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ผลตัดสินจะออกมาอย่างไร ดีหรือร้าย คงยากจะคาดเดา และเราคงไม่ขอก้าวล่วงดุลพินิจขององค์คณะที่รับผิดชอบ

แต่ในแง่มุมของเรานั้นมั่นใจว่า สิ่งที่ผู้นำพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการมาตลอดในเรื่องนโยบายจำนำข้าว ล้วนเป็นไปด้วยความสุจริต และเป็นการดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดและเป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่แถลงต่อรัฐสภา และถือเป็นการดำเนินการตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2555 ถึง 2558 ที่ครม.ให้ความเห็นชอบ 

และที่สำคัญกฎหมายมีสภาพบังคับและกำหนดให้น.ส.ยิ่งลักษณ์และครม.ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์และครม.ทั้งคณะได้ใช้ความพยายามและความระมัดระวังอย่างเต็มที่ในการดูแลเพื่อให้โครงการรับจำนำข้าวเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อครอบครัวเกษตรกร และผลประโยชน์ โดยรวมของประเทศ

เชื่อประชาชนโอบอุ้ม

พรรคเพื่อไทยจึงกล้ายืนยันและเชื่อมั่นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ ทำสิ่งใดผิดตามที่ถูกกล่าวหา เรามั่นใจในความบริสุทธิ์และความตั้งใจจริงของอดีตนายกรัฐมนตรี จึงเชื่อว่าผลแห่งความมุ่งมั่นทำงาน และคุณงามความดีที่ท่านได้ทำ สั่งสมมา จะปกปักรักษาให้พ้นภัย ในครั้งนี้

พรรคมีความเป็นสถาบันการเมือง มีประวัติศาสตร์ และผ่านการทำงานปฏิรูปและพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยมานานนับสิบๆ ปี 

หากผลจากการทำงานที่มุ่งมั่นให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ผู้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะทำให้พรรคเราได้รับผลเสียหาย เราก็ยังเชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นใจเรา จะโอบอุ้มคุ้มครองเรา และจะให้โอกาสพรรคการเมืองของเราอยู่เคียงข้างพวกเขา ตลอดไป

ละเมิดสิทธิกระทบปรองดอง

การออกแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยล่าสุด ที่ขอให้รัฐบาลยุติการคุกคาม และการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนนั้น เพราะสิทธิ เสรีภาพของประชาชนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพสื่อมวลชนหรือแม้กระทั่งเสรีภาพของกลุ่มบุคคล กลุ่มชน หรือของปัจเจกบุคคล ล้วนเป็นสิทธิ เสรีภาพอันชอบด้วยกฎหมาย

และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของประชาชนทุกรัฐบาล ทั้งที่เป็นประชาธิปไตย และไม่เป็นประชาธิปไตย จะต้องยึดถือและปฏิบัติตามพันธกรณี กติการะหว่างประเทศและตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องให้ความคุ้มครอง และเคารพซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน อีกทั้งต้องไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพดังกล่าว อย่างเคร่งครัด 

การละเมิดสิทธิมนุษยชน จะไม่ส่งผลดีต่อการปรองดอง และจะยิ่งส่งผลเสียต่อภาพพจน์ของประเทศ และยังอาจนำไปสู่การไม่ได้รับความสนับสนุน และไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาคมโลกอีกด้วย

ต้องยุติธรรมเสมอภาค

ส่วนความร่วมมือในการช่วยสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดองของประเทศ พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความยุติธรรมเป็นพื้นฐาน ตราบใดที่คนในสังคมยังรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมหรือยังมีลักษณะความเป็นสองมาตรฐาน การปรองดองก็ยากจะประสบความสำเร็จ

หน้าที่ของผู้นำโดยเฉพาะรัฐบาลต้องเป็นแบบอย่างในการอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้น และต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนทุกฝ่ายสามารถได้รับความยุติธรรมต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน 

พรรคเพื่อไทยได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้น ต้องไม่เป็นเพียงพิธีกรรมเพื่อการสร้างภาพลักษณ์ หากแต่ต้องมุ่งมั่นไปสู่กระบวนการที่จะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค กระบวนการปรองดองจึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง และจะเป็นหนทางสำคัญในการนำพาประเทศของเราออกจากวิกฤตการณ์ได้อย่างแท้จริง

ที่มาของเนื้อหา : www.khaosod.co.th