กว่าจะเป็นนักร้องเงินล้าน! 7 ลูกทุ่งดัง เคยลำบากใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ

หลายคนอาจจะคิดว่า การเป็นนักร้องลูกทุ่ง คงไม่ได้โด่งดัง มีเงินมากมายเหมือนการทำงานในวงการบันเทิงอย่างอื่น แต่ขอโทษใครที่คิดอย่างนั้นขอบอกว่าคิดผิด เพราะนักร้องลูกทุ่งบางคน รวยกว่าพระเอก-นางเอกบางคนซะอีก 

แต่กว่าจะมีชื่อเสียงและเงินทองมากมายขนาดนี้ เชื่อว่านักร้องลูกทุ่งหลายๆ คนเคยมีชีวิตที่ยากลำบาก บางคนถึงขั้นอดมื้อกินมื้อก็มี แต่ในเมื่อชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป มีพรสวรรค์เป็นการร้องเพลงก็ต้องงัดออกมาใช้หาเลี้ยงชีวิต ซึ่งจะมีใครบ้างที่มีทั้งพรสวรรค์ และโอกาสที่เข้ามา ไปดูกันเลย  

เริ่มต้นกันที่นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง จ๊ะ คันหู ที่เป็นนักร้องอีกคนที่สู้ชีวิตไม่น้อย ก่อนจะมาเป็นนักร้องที่โด่งดังมีชื่อเสียงและงานล้นมือ ครอบครัวของจ๊ะก็ถือว่าค่อนข้างยากจน จ๊ะต้องร้องเพลงหาเงินเรียนตั้งแต่เด็ก สมัยเป็นนักร้องตามวงต่างๆ ได้คืนละ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งเจ้าตัวเคยบอกน้อยใจในชีวิตว่าทำไมต้องหาเงินเรียนเอง ต่างจากเพื่อนวัยเดียวกันที่พ่อแม่ส่งเรียน ไม่ต้องทำงาน

แต่เพราะความอดทน ร้องเพลงตามงาน จนเพลงคันหู โดยมีท่าเต้นและเสียงร้องที่สุดสยิว เลยทำให้ชื่อของจ๊ะเริ่มเป็นที่รู้จัก จากนักร้องโนเนมทำงานได้วันละ 500 เริ่มมีงานได้เงินหลักหมื่น จนหลักแสน แม้จะถูกกระแสวิจารณ์อย่างหนักถึงการร้อง และท่าเต้นที่ไม่เหมาะสม แต่จ๊ะก็ไม่สน ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินต่อไป

จ๊ะสู้เก็บเงินเพื่อไม่ให้ชีวิตกลับไปจนอีกครั้ง เพราะคำสอนของพ่อ จนตอนนี้มีเงินเป็นสิบๆ ล้าน จากที่บ้ายไม่เคยมีรถ ตอนนี้ก็มีหลายคัน ไม่เคยมีบ้านสวยงาม ตอนนี้จ๊ะก็มีทั้งบ้านหลังใหญ่ที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และตอนนี้ก็ทำธุรกิจของตัวเองอีกด้วย 

ก้อง ห้วยไร่ นักร้องสู้ชีวิตอีกคนของวงการเพลง เรื่องราวชีวิตของผู้ชายคนนี้ เกิดมาในครอบครัวชาวนา มีความฝันอยากจะเป็นดารา หรือนักฟุตบอลทีมชาติ เพราะอาชีพนี้ทำให้มีรถขับ เนื่องจากฝังใจเห็นพ่อแม่ต้องเดินเท้าเปล่าเข้าเมืองเพราะไม่มีรถขับเหมือนคนอื่น แต่เพราะร้องเพลงไม่ตรงคีย์ เลยไปเอาดีเป็นนักกีฬา แต่กลับเกิดเหตุโดนสกัด ทำให้เอ็นไขว้หน้าซ้ายขาด ไม่มีเงินผ่าตัด จนทำให้ทุกวันนี้ยังต้องเดินกะเผลก 

เมื่อเรียนจบ ม.6 เดินทางมากรุงเทพ เรียน ม.รามฯ มีเงินติดตัวมา 300 บาท มาสมัครเรียนนิติศาสตาร์ เริ่มทำงานก่อสร้าง แต่พอมีเพื่อนก็ไม่ทำ ไม่มีเงิน ไปอาศัยเมรุที่วัดเทพลีลานอน แอบมากินข้าวต้มที่งานศพในวัดประทังชีวิต ร้องเพลงเปิดหมวกตามหน้าราม จนเห็นประกาศรับสมัครงานก็ไปของานทำ ชีวิตเริ่มดีขึ้น มีรถ มีห้องเช่า มีแฟน แต่เมื่อถูกแฟนบอกเลิก ชีวิตดิ่งเหว กลับไปอยู่วัดเหมือนเดิม กินน้ำแทนข้าว ร้องเพลงเปิดหมวกอีกครั้ง หาเงินตามตู้โทรศัพท์เอาไปซื้อข้าวประทังชีวิต เพื่อนๆ ไม่ยอมมาเจอเพราะกลัวจะยืมเงิน

สุดท้ายไม่ไหวยอมกลับบ้านไปเขียนเพลง ไสว่าสิบ่ทิ่มกัน จนเพลงนี้โด่งดัง เลยกลับมาตามหาฝันที่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่สมหวัง ไปเป็นพนักงานขายตั๋วหนังในระหว่างนั้น แต่เพราะความมานะไม่ท้อ ในที่สุดก้องได้เป็นนักร้องสมใจ มีชื่อเสียงโด่งดัง มีเงินมาดูแลพ่อแม่และครอบครัวให้อยู่สุขสบาย ตามที่เคยวาดฝันเอาไว้ตั้งแต่วัยเด็ก 

มาต่อกันที่นักร้องลูกทุ่งสายเด้ง ลำไย ไหทองคำ ที่เริ่มโด่งดังจากเพลง ผู้สาวขาเลาะ พร้อมกระแสวิจารณ์การแต่งตัวและท่าเต้น จนนายกฯ ต้องออกมาติง แต่ยิ่งทำให้นักร้องสาวคนนี้โด่งดังเป็นพลุแตก งานแน่นจนแทบไม่ได้พัก แต่กว่าจะมีวันนี้ ลำไย ต้องผ่านชีวิตที่ยากลำบากมาไม่น้อยเช่นกัน 

เธอต้องเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ กับยายและแม่ เช่าห้องพักราคาแค่ 2 พันอยู่ ในห้องมีแค่ที่นอนและเสื้อผ้าเท่านั้น ลำบากมากถึงขั้นไม่มีนาฬิกาบอก ลำไยต้องไปช่วยยายเร่ขายลูกอมตามสถานที่ท่องเที่ยวตอนกลางคืน พอเริ่มโต ด้วยความที่เป็นเด็กชอบการแสดงออก เลยร้องเพลงให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงไปบอกครูว่าลำไยร้องเพลงเพราะ เลยทำให้ได้เป็นนักร้องที่วงโรงเรียน มีรายได้จากการร้องเพลงเลี้ยงชีพ

ลำไยร้องเพลงหาเงินเลี้ยงตัวเองเรื่อยมาก ได้ค่าตัวร้องเพลงครั้งละไม่กี่ร้อยบาท จนกระทั่งผู้จัดการส่วนตัวมาเห็นแวว เลยเรียกตัวไปเซ็นสัญญา นั่นคือจุดเริ่มต้นการได้เข้าสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัว แต่เพราะต้องทำงานร้องเพลงที่มีท่าเต้นดูไม่เหมาะสม ทำให้ลำไยตัดสินใจออกจากโรงเรียนเพราะถูกอาจารย์เรียกตักเตือนเรื่องการร้องเพลงและท่าเต้น ลำไยเลือกการทำงานหาเงินแทนการเรียน แม้จะเพิ่งมีชื่อเสียงไม่นาน แต่ลำไยก็สามารถทำงานเก็บเงินจนซื้อบ้านด้วยเงินสดได้ จากที่เคยลำบากตอนนี้ไม่ต้องลำบากอีกต่อไป

นักร้องลูกทุ่งสู้ชีวิตคนต่อมาคือ แซ็ค ชุมแพ นักร้องดังเจ้าของบทเพลง คำแพง ที่กว่าจะมาเป็นนักร้องดังได้ ชีวิตเคยผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย พ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินจนตนต้องลาออกจากโรงเรียน ไปทำงานแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่บ้าน โดยเป็นคนงานรับจ้าง ได้ค่าแรงเพียงวันละ 100 บาทเท่านั้น

แซ็คมีความฝันที่อยากจะเป็นนักร้อง และมี ไมค์ ภิรมย์พร เป็นไอดอล ประกวดร้องเพลงตั้งแต่อายุ 11 แต่ไม่เคยชนะการประกวด จนไปประกวดที่รายการนึง เลยทำให้แซ็คได้เข้าสู่วงการบันเทิง เป็นนักร้องลูกทุ่งแบบเต็มตัว ทุกวันนี้แซ็คเดินสายร้องเพลงคิวงานแน่นถึงปีหน้า มีเงินเก็บแต่ยังไม่ลืมตัว ยังใช้ชีวิตแบบง่ายๆ เหมือนตอนที่ยังไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง 

หญิงลี ศรีจุมพล นักร้องลูกทุ่งสาวสายแดนซ์ เจ้าของเพลง ขอใจเธอแลกเบอร์โทร ก็เป็นอีกคนที่มีชีวิตที่เคยลำบากยากจนมากก่อน หญิงลีเคยเล่าว่าครอบครัวลำบากมากไม่มีแม้กระทั่งเงินไปหาหมอ ชีวิตในวัยเด็กของหญิงลีนั้น ต้องไปรับจ้างร้องเพลงเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวอีกแรง เพราะไม่มีเงิน เลยทำให้เรียนจบแค่ ม.6 ก่อนจะมาเป็นนักร้อง

แม้จะได้เป็นนักร้องตั้งแต่สมัยเรียน ร้องเพลงตามงานต่างๆ แต่ครอบครัวกลับไม่สนับสนุน เพราะถูกหลายคนมองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน แต่หญิงลีไม่สน ขอครอบครัวทำงานต่อไป และเมื่อได้มีโอกาสมาเป็นนักร้อง ก็เคยถูกแบนเพราะเพลงที่ร้องค่อนข้างล่อแหลม แต่หญิงลีไม่ท้อ ขอสู้ต่อไป จนได้มาเป็นนักร้องชื่อดังในทุกวันนี้ จากที่เคยลำบากในอดีต แต่ทุกวันนี้หญิงลีมีเงินสามารถที่จะดูแลครอบครัวได้อย่างสบาย 

เบิ้ล ปทุมราช อีกนักร้องสู้ชีวิตคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่พอมีพอกิน แต่ด้วยความเป็นเด็กเกเร ไม่ค่อยตั้งใจเรียนหนังสือ เลยทำให้เบิ้ลมาทำงานที่ราชบุรี เป็นช่างล้างเครื่องมอเตอร์ไซค์ แล้วก็ส่งอะไหล่รถ ไม่ได้มีเงินเดือนด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะเป็นคนมีพรแสวง ครอบครัวไม่ได้ร้องเพลงเก่ง หรือพ่อแม่ปลูกฝัง แต่เป็นความชอบทางด้านนี้เลยแต่งเพลงขาย เคยขายเพลงให้ศิลปินคนนึงในราคา 5 พันบาท ดีใจมาก นำเงินนั้นไปให้พ่อแม่ 

เริ่มรู้ทางของตัวเองว่าอยากจะทำอะไร แต่งเพลงลงในโซเชียลจนประสบความสำเร็จกับเพลง อ้ายบ่มีเหตุผล จนทำให้แมวมองมาดึงตัวไปเข้าค่ายเพลง และโด่งดังมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก มีเงินซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ และสร้างบ้านหลังใหญ่ให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด แม้ทุกวันนี้เบิ้ลจะมีชื่อเสียงและเงินทอง แต่ก็ไม่เคยลืมตัวว่าเคยลำบากมาก่อน

ปิดท้ายด้วยนักร้องลูกทุ่งขวัญใจชนชั้นแรงงานอย่าง ไมค์ ภิรมย์พร ที่เคยรับจ้างตัดฟืนขาย เป็นกรรมกรก่อสร้าง รับจ้างทำไร่ทำนา เป็นยามโบกรถในสถานที่ท่องเที่ยว ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นเด็กเสิร์ฟ และสุดท้ายได้ไปเป็นเด็กประจำวงโดยทำหน้าที่หลังเวทีทุกอย่าง ซึ่งไมค์ยินดีทำและไม่สนใจค่าจ้าง เพราะอยากเข้าไปใกล้วงการบันเทิง เวลาว่างจะไปยืนดู ใหม่ เจริญปุระ ร้องเพลง และฝันอยากจะเป็นนักร้อง

ก่อนจะได้ไปเทสเสียงเกือบได้ออกอัลบั้ม ชีวิตก็พลิกผันมาเป็นเด็กเสิร์ฟอีกครั้ง และพัฒนามาเป็นกุ๊ก เมื่อร้านอาหารต้องปิดกิจการ ไมค์ ต้องระเหเร่ร่อน และได้งานเป็นเด็กตักน้ำแข็ง และล้างแก้วอยู่ที่ผับในโรงแรม ด้วยความขยันทำให้ได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นบาร์เทนเดอร์ และได้มีโอกาสร้องเพลง แต่ผับก็ต้องปิดกิจการไป

หลังจากนั้นไมค์มาเป็นพนักงานห้องน้ำในผับ แต่ทำได้พักหนึ่งผับก็ปิด ไมค์ รู้สึกท้อ เลยทำกิจการของตัวเองขายลาบส้มตำ ลูกชิ้นปิ้ง จนวันนึงเห็นค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ลุยตลาดลูกทุ่งเลยลองสมัครเป็นนักร้อง และสุดท้ายไมค์ได้เป็นศิลปินลูกทุ่งคนแรกของแกรมมี่ สู้อยู่หลายอัลบั้มจนโด่งดังในเพลง ยาใจคนจน เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ จนถึงทุกวันนี้ ในฐานะนักร้องขวัญใจผู้ใช้แรงงาน ซึ่งปัจจุบันชีวิตของ ไมค์ มีทั้งเงินทองและชื่อเสียง อยู่สบายไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน อีกทั้ง สามารถส่งลูกสาวเรียนเมืองนอกได้อีกด้วย  

ที่มาของเนื้อหา : www.thairath.co.th